“การสร้างความหวัง” กำลังทำลาย “ความไว้ใจ”
ทำไมถึงต้องเกร่นหัวเช่นนี้
ตั้งแต่แรกเริ่ม “สงคราม” ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน “รัฐบาล” และ “กระทรวงพาณิชย์” พูดคล้าย ๆ กันว่า “เอาอยู่-คุมอยู่” ถ้าให้เดา คงน่าจะประเมินว่า สงครามไม่ยืดเยื้อและจบเร็ว
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น สงครามยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ และไม่มีทีท่าว่าจะจบ “ยังไง-เมื่อไร” จนในที่สุด “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ต้องออกมา “ขอโทษ” ประชาชน ว่า ประเมินสถานการณ์น้ำมันผิดพลาด
หากจำกันได้ ช่วงตรึงราคาดีเซล 15 วัน ก่อนขยับเพดานไม่เกินลิตรละ 33 บาท รัฐบาลบอกให้กระทรวงพาณิชย์ ไปกำกับดูแลราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ก็บอกว่า สินค้ายังเป็นปกติ “ไม่ขาด-ไม่แพง” เป็นการให้ “ความหวัง” กับประชาชนว่า “เอาอยู่”
จากนั้นดีเซลขยับขึ้นเป็น 32.94 บาท ก่อนพุ่งพรวดเป็น 38.94 บาท ทีนี้ “ยุ่งเลย”
ผู้ผลิตรายใหญ่ ส่งเสียงทันที บอกห้าง ร้านค้า ว่า เริ่มแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว ส่งสัญญาณกลาย ๆ ตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 เป็นต้นไป อาจถึงเวลาต้อง “ปรับขึ้นราคา”
เดือดร้อนพาณิชย์ ต้องออกมาปราม “สต๊อกเก่า-ต้นทุนเก่า” ก็ต้องขาย “ราคาเดิม” ต่อไป และเรียกประชุมผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ สรุปว่า สินค้ามีเพียงพอ และสามารถตรึงราคาเดิมได้จนถึงเดือน เม.ย.2569
ต่อมา เริ่มเพิ่ม “ความเข้มข้น” ในการกำกับดูแลสินค้า ประกาศว่า จะเพิ่มจำนวน “สินค้าควบคุม” และเพิ่ม “มาตรการกำกับดูแล” สินค้าควบคุม เพื่อให้สามารถ “บริหารจัดการ” สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพได้
พร้อมแจ้งจะมีมาตรการดูแลลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนต่อเนื่อง
แต่ในความเป็นจริง หลาย ๆ สินค้าราคาเริ่มขยับให้ประชาชนรู้สึก “หมู-ไก่-ไข่-น้ำมันปาล์ม” ขึ้นทันที ไม่รู้สาเหตุจากน้ำมันหรือต้นทุน เรียกว่า ผสมโรงนกันมั่วไปหมด
จากนั้น มีการส่งทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทั้งอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองอธิบดี เดินตรวจตลาดกันเป็นว่าเล่น เพื่อบอกประชาชนว่า พาณิชย์กำกับดูแลอยู่ จับจ้องอยู่ ถ้าใคร “เอาเปรียบ-โก่งราคา” เจอเล่นงานแน่

กลับมาที่เรื่องสินค้า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 เคาะรายการสินค้าควบคุมใหม่ และปรับมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุม
พอวันที่ 26 มี.ค.2569 ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ไฟเขียวสินค้าควบคุม-มาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมตามที่ กกร. เสนอ
วันเดียวกันนั้น “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” กลับมาเปิดแถลงข่าว ที่กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงรายละเอียดการเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุมและมาตรการควบคุม
สรุปได้ ดังนี้ เพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ 7 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง รวมของเดิม 59 รายการ เพิ่มเป็น 66 รายการ
ปรับมาตรการควบคุมใหม่ 15 รายการ ได้แก่ ไก่ สุกร ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ บริการขนส่งสำหรับธุรกิจออนไลน์ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนและสบู่เหล น้ำมันปาล์ม และหอมหัวใหญ่
พร้อมกับชี้แจงถึง “มาตรการดูแลค่าครองชีพ” ให้กับประชาชนว่าจะทำอะไรบ้าง
เริ่มจากร่วมมือกับผู้ผลิต ห้าง ทำโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ สินค้าแบรนด์รอง จำนวน 1,000 รายการ ลด 25-50% เริ่ม 1 เม.ย.2569
เพิ่มจัด “โครงการธงฟ้า” แบบจัดหนักจัดเต็มในช่วง 2 เดือน เม.ย.-พ.ค.2569 จำนวน 500 จุดทั่วประเทศ และมีธงฟ้าเคลื่อนที่เจาะเข้าไปยังชุมชน
เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ปิโตรเคมี เพื่อลดภาระต้นทุนให้กับผู้ผลิต
ก่อนปิดท้าย ยอมรับความจริง “ไม่สามารถควบคุมสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นหลัก”
ส่วนสินค้าที่อยู่นอกเหนือ “การควบคุม” หากพบความ “ไม่เหมาะสม” ด้านราคา ทั้งพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบและกำกับดูแลให้เหมาะสม
ถือเป็นการยอมรับต่อประชาชนครั้งแรก ว่า สถานการณ์จริงเป็นอย่างไร และยังอธิบายกับประชาชนอีกว่า ปัญหาสินค้า ไม่ได้เป็นแค่ไทย หลายประเทศทั่วโลก ก็เผชิญปัญหานี้เหมือนกัน ผลกระทบแตกต่างกัน แต่ยืนยันได้ว่าพาณิชย์จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชน

นั่นหมายความว่า จากนี้ไป อย่างน้อย ๆ สินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม การขึ้นราคาคงไม่ได้ทำกันง่าย ๆ จะมีการตรวจต้นทุนกันอย่างหนัก ไม่มีการปล่อยผ่านเหมือนเดิม
การลดภาระค่าครองชีพ ก็จะทำเข้มข้นมากขึ้น ถี่ขึ้น ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ แต่ถ้ารัฐบาล “อัดฉีดเพิ่ม” ก็จะทำได้เพิ่ม ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะเอายังไงในเรื่องนี้
ผู้เขียนเห็นด้วยกับการออกมาบอก “ความจริง” กับประชาชน ให้ทราบถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ดีกว่าออกมา “ปฏิเสธ” ดีกว่าบอกว่า “เอาอยู่” ดีกว่า “สร้างความหวัง” ไปวัน ๆ
ตอนนี้ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า วันนี้ “โลกเกิดอะไรขึ้น” มีสงคราม มีปัญหาน้ำมันแพง มีปัญหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มีปัญหาต้นทุนการขนส่ง แล้วที่ “แพง” มันแพง “ทั้งโลก” ไม่ใช่แพงแค่ “ที่ไทย”
หากมัวแต่ปิดปัง บอกว่า “เอาอยู่” แต่สิ่งที่ประชาชน “พบเห็น-พบเจอ” มันสวนทางกัน รับรอง “เสียงชม-เสียงอวย” ไม่มีแน่นอน จะมีก็แต่ “เสียงก่น-เสียงด่า” เข้ามาแทน
หลังพูดความจริงแล้ว ก็มาขับเคลื่อนมาตรการ “บรรเทาผลกระทบ” ทำให้ประชาชนเห็นว่า “เอาจริง-ทำจริง” ทำให้รู้สึกว่ามีการทำอย่าง “ทั่วถึง” ไม่ใช่แค่ทำเป็นหย่อม ๆ แต่ของถูกอยู่ตรงไหน ไม่รู้
“สุดท้าย” อยากฝากไว้นิด อยากให้จดไว้ในบัญชี “ขีดเส้นตัวแดง ๆ เอาไว้” ตอนสถานการณ์ปกติ สินค้าแต่ละตัวราคาเท่าไร ช่วงมีปัญหาขยับขึ้นไปเท่าไร
พอสถานการณ์น้ำมันแพง ปัญหาวัตถุดิบ ปัญหาต้นทุนต่าง ๆ ลดลง แม้จะไม่ใช่ในอีกวันสองวันนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น ราคาสินค้า ก็ควรจะลดลงตามต้นทุน ไม่ใช่เหมือนที่ผ่าน ๆ มา “ขึ้นแล้ว-ขึ้นเลย”
ไม่ได้พูดแทนประชาชน แต่เชื่อว่า ทุกคน “รับได้” หากต้นทุนขึ้น สินค้าแพงขึ้น และ “รับไม่ได้” ถ้าต้นทุนลง สินค้าไม่ลง
ฝากเรา ๆ ท่าน ๆ ช่วยกันจดไว้หน่อย ก่อนหน้านี้ซื้อราคาเท่าไร วันนี้ซื้อราคาเท่าไร พรุ่งนี้ซื้อราคาเท่าไร ถ้าไม่มีช่องทางแจ้ง ส่งมาทางนี้ก็ได้ จะได้บันทึกเอาไว้ให้พาณิชย์เห็น
แล้วตอนที่สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แล้วราคาสินค้า “ไม่ยอมลง” จะได้มี “พยาน-หลักฐาน” เอาไว้ยืนยัน
ไม่อยากให้เหตุการณ์สินค้า “ขึ้นแล้ว-ขึ้นเลย” กลายเป็น “เรื่องปกติ”
ไม่อยากให้คนพูดกัน “พาณิชย์” เข้าข้าง “พ่อค้า” มากกว่า “ประชาชน”
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

