ที่ผ่าน ๆ มา เวลา “ประเทศไทย” เจอสถานการณ์ “วิกฤตสินค้าราคาแพง” โครงการ “ธงฟ้า” จะเป็น “พระเอก” ออกมาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน
แต่ปีนี้ มันไม่ใช่แค่ “วิกฤตธรรมดา” หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่กลับเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ในกระทรวงพาณิชย์ มีการระดมสมอง จะแก้ปัญหานี้อย่างไร จนมีผู้บริหารท่านหนึ่งเสนอ “ไอเดีย” ลดราคาสินค้าแบบจัดหนักจัดเต็ม ด้วยการนำสินค้า “เฮ้าส์ แบรนด์” และ “แบรนด์รอง” ที่ห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต มีการผลิตออกมาจำหน่ายเป็นปกติอยู่แล้ว มาลดราคา เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้กับพี่น้องประชาชน
มาดูกันว่า สินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง เป็นสินค้าแบบไหน สรุปง่าย ๆ ก็คือ เป็นสินค้าที่มีราคาถูกกว่าแบรนด์ทั่วไปในท้องตลาด แต่คุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน
เรียกว่า ถ้าคนไม่ติดแบรนด์ สินค้าเหล่านี้ ใช้ได้ดีทีเดียว
ตัวอย่างสินค้าที่จำหน่ายในห้างต่าง ๆ ในไทย ได้แก่ บิ๊กซี อาทิ Besico , We Are Fresh , Happy Price Pro ท็อปส์ อาทิ Tops , My Choice , Santafé แม็คโคร อาทิ Aro , Savepak , M&K โลตัส อาทิ Lotus's และโรบินสัน อาทิ Just Buy เป็นต้น
เมื่อได้ข้อสรุป “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” และ “นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์” ได้มอบหมายให้ “นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า” เป็นผู้รับผิดชอบในการ “ขับเคลื่อน” โครงการ จากนั้น มีเสนอชื่อกันว่าจะใช้ชื่อโครงการว่าอะไร สุดท้ายจบที่ “ไทยช่วยไทย”
ทันทีที่ทุกอย่างชัดเจน นายพูนพงษ์ได้ประชุมร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้า ช่วยปลายเดือน มี.ค.2569 เพื่อหารือในรายละเอียดต่าง ๆ ทันที ทั้งจำนวนสินค้าว่ามีกี่รายการ จะลดราคากันเท่าไร พอได้ข้อสรุปแล้ว ก่อนสิ้นเดือน ก็ลงพื้นที่เดินห้างต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความพร้อม และกำหนดวัน “คิกออฟ” 1 เม.ย.2569

พอถึงวันที่ 1 เม.ย.2569 “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” พร้อมด้วยนางศุภจี ได้คิกออฟโครงการ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งสัญญาณว่า สินค้าไทยช่วยไทย พร้อม “เปิดจำหน่าย” อย่างเป็นทางการในห้างค้าส่งค้าปลีกชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ
โดยสินค้าไทยช่วยไทย ที่นำมาจำหน่าย แบ่งสินค้าเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ 2.สินค้าบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง รวมแล้วมีกว่า 3,000 รายการ ลดราคาไม่ต่ำกว่า 25-58%
พอขับเคลื่อนไปได้ระยะหนึ่ง นางศุภจีสั่งให้ลุยเฟส 2 ทันที ให้ประสานแพลตฟอร์มออนไลน์ นำสินค้าไทยช่วยไทยจำหน่ายในแพลตฟอร์ม แล้วให้ประชาชนที่ไม่มีเวลาไปเดินห้าง ได้เลือกสั่งซื้อทางออนไลน์แล้วส่งตรงถึงที่บ้าน โดยราคาที่ซื้อเป็นราคาเดียวกันกับที่ขายในห้าง
ต่อมาอัปเกรดโครงการอีกครั้ง เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถหาซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ เป้าหมายจัด 878 แห่งทั่วประเทศ คิกออฟกันไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา
แต่ที่พิเศษกว่า คือ สินค้าที่นำมาขาย ณ ที่ว่าการอำเภอ ไม่ใช่มีแค่สินค้าไทยช่วยไทย แต่ยังมีสินค้าธงฟ้า อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าแบรนด์ทั่วไป และยังมีสินค้า OTOP สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ รวมถึงสินค้าเกษตรตามฤดูกาลมาจำหน่ายด้วย
เรียกว่า รวมสารพัดของถูก มาที่เดียว “ได้ครบ-จบทุกความต้องการ” เรื่องค่าครองชีพ
หลังจากเปิดตัวโครงการ กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามดูการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เดินทางมาซื้อสินค้าราคาถูก ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยให้ดูว่า ผลตอบรับเป็นยังไง ประชาชนพอใจมากน้อยแค่ไหน

“นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์” ได้รายงานผลการสำรวจว่า ประชาชนที่เดินทางมาซื้อสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ พบว่า มีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก ประชาชนพอใจในแบรนด์หลักที่ราคาถูกและแบรนด์รอง ที่ราคายิ่งถูกเข้าไปอีก และมีสินค้าจำเป็นให้เลือกซื้อมากมายและหลากหลาย
ไม่เพียงแค่นั้น สินค้า OTOP สินค้าชุมชน ที่กระทรวงพาณิชย์ประสานให้นำมาจำหน่าย ก็ได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนเข้ามาซื้อสินค้า ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังได้มีการสำรวจการซื้อสินค้าของประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอ แต่ได้เดินทางไปซื้อสินค้าในห้างค้าส่งค้าปลีก และห้างท้องถิ่น ที่มีการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย พบว่า มีประชาชนเดินทางไปเลือกซื้อสินค้ากันอย่างคึกคักเช่นเดียวกัน ประชาชนมีความพึงพอใจ เพราะแม้จะไปที่ว่าการอำเภอไม่ได้ แต่ก็สามารถหาซื้อในห้างได้
นายกรนิจ ยังได้ใช้โอกาสนี้แจ้งข่าวถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ว่า การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ยังจะมีการจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือน พ.ค.2569 โดยครั้งถัดไปเจอกันวันที่ 8,15,22 และ 29 พ.ค.2569 ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น.
“ถ้าใครไม่สะดวกไปที่อำเภอ ก็สามารถไปเลือกซื้อได้ในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และยังมีช่องทางออนไลน์ รวมถึงที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ที่มีสินค้าราคาถูกขาย ขอให้พี่น้องประชาชนไปเลือกซื้อสินค้าได้ และรับประกันว่าราคาถูกจริง ลดภาระค่าครองชีพได้จริง”นายกรนิจกล่าว
“ไทยช่วยไทย” เป็นอีกหนึ่งโครงการดี ๆ
ที่กระทรวงพาณิชย์จัดให้พี่น้องประชาชน
พร้อมรับประกัน ถู๊กถูกจริง ๆ
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

