สัปดาห์ก่อน มี “ข่าวใหญ่” ในวงการส่งออกกุ้ง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 มาเลเซียได้สั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ แบบไม่มีปีมีขลุ่ย เรียกได้ว่า “แบนทันที” ชนิดไม่ได้ทันตั้งตัว
ถัดมาเพียง 1 วัน “นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์” ออกข่าว ว่า กระทรวงมีมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรแล้ว โดยมอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัด ทั้งในและต่างประเทศ เร่งหาตลาด มีเป้าหมายดูดซับได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
เรียกได้ว่า การดูดซับผลผลิต เพียงพอกับผลผลิตที่มีอยู่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกกุ้งไปยังมาเลเซีย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย ประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน
แต่เรื่องนี้ กลับไม่จบ มีการ “ต่อความยาว-สาวความยืด” จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในโซเชียลกันเป็นอย่างมากเรื่องหนึ่ง
จนเจ้ากระทรวงพาณิชย์ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ต้องออกมาชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ศุภจี สุธรรมพันธุ์ - Suphajee Suthumpun” ระบุว่า
ขออนุญาตให้ข้อมูลประเด็นเรื่อง “กุ้ง” ที่กำลังถูกพูดถึงในโซเชียลในขณะนี้ว่า เรามีความตั้งใจช่วยพี่น้องชาวประมง เมื่อเกิดปัญหาเหตุเฉพาะหน้าให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการหาทางออกระยะยาวเหมือนเช่นที่ทำมาในทุกเรื่อง
ขอไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้นะคะ
จุดเริ่มต้น 1.มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569
2.การระงับการนำเข้าดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก หลังจากพบว่า ปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียมีสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนคนไทย โดยทุกมาตรการได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามขั้นตอนร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อคัดกรองคุณภาพของสินค้าปลากะพงให้ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

3.การระงับนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซีย เป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงและกำหนดมาตรการรองรับ โดยมาเลเซียแจ้งให้ไทยทราบในวันที่ 28 พ.ค. และมีผลทันทีในวันที่ 1 มิ.ย.
การแก้ไข 4.รัฐบาลไทย โดยกรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำหนดการประชุมหารืออย่างเร่งด่วน เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว
5.ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ เราพร้อมที่จะยกระดับหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือในเวทีที่เกี่ยวข้องในระดับ WTO และอาเซียน โดยขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
6.กระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งในและต่างประเทศ เร่งหาตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยจากตัวเลขการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียในช่วงปี 2569 อยู่ที่ 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 44 ล้านบาทต่อเดือน
7.กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเบื้องต้น 13 มาตรการอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายดูดซับกุ้งไทยได้เดือนละ 400 ตันต่อเดือน ทั้งการหาตลาดทดแทน ทั้งการเปิดจุดรับซื้อกุ้ง รวมถึงการจัดกิจกรรม เพื่อนำผลผลิตที่ถูกกระทบมาจำหน่าย
สรุป ในระหว่างที่รอการประสานการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งตอนนี้ทางกรมประมงกำหนดวันหารือเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ลงมือทำในขณะนี้ คือ การช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการช่วยหาทางเร่งระบายผลผลิตที่ถูกระงับการนำเข้าค่ะ
ไม่ใช่แค่จัดการหรือแค่สนับสนุนให้บริโภคกุ้งภายในประเทศเท่านั้นแล้วจบ
เพราะอย่างที่เรียนตอนต้นแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการหลากหลายมาตรการ ในทุกช่องทางที่เราทำได้ โดยเฉพาะการหยิบยกเรื่องนี้ไปหารือทั้งในระดับองค์การการค้าโลก (WTO) และในระดับอาเซียน เราจะสู้ทุกรูปแบบและทุกช่องทาง เพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องเกษตรกรค่ะ

นี่คือ คำยืนยันจากนางศุภจี ที่กำกับดูแลงานกระทรวงพาณิชย์ ว่าจะทำทุกอย่าง ทำทุกทาง เพื่อ “ดูแล-ช่วยเหลือ” พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
ส่วนใครที่ยังกังวลว่า ในเมื่อกุ้งส่งออกไปมาเลเซียไม่ได้ แล้วที่ตกค้างอยู่ในแต่ละเดือน จะทำอย่างไร นางศุภจีระบุชัด มาตรการช่วยเหลือ มีทั้งสิ้น 13 กิจกรรม ได้แก่
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มี 4 กิจกรรม โดยจะจัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนโดยเฉพาะตลาดสำคัญ อาทิ จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และตลาดใหม่ในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมา และสิงคโปร์ ได้แก่ Top Thai Brand ที่คุนหมิงและเซี่ยเหมิน Thailand Week ที่ต้าเหลียนและหลานโจว จัด Online Business Matching ในงานแสดงสินค้า SIAL ช่วงเดือน ต.ค.2569 และจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทย
กรมการค้าภายใน มี 7 กิจกรรม ได้แก่ จัดกิจกรรมหรอยริมเล @ภูเก็ต เดือน มิ.ย.2569 ร่วมกับห้างท้องถิ่นดึงผลผลิตออกจากแหล่งผลิต เชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เปิดจุดรับซื้อกุ้งโดยตรงในแหล่งผลิตพื้นที่เป้าหมาย อาทิ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา เชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อ นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปรับซื้อ จัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งทั่วประเทศ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และจัดคาราวานสินค้าประมง เปิดจุดจำหน่ายกุ้งในกรุงเทพฯ ภาคอีสานและเหนือ
กรมการค้าต่างประเทศ มี 1 กิจกรรม นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบร่วม Business Matching ในงานมหกรรมการค้าชายแดน จ.จันทบุรีและสระแก้ว
สำนักงานพาณิชย์จังหวัด มี 1 กิจกรรม เป็นแกนกลางรับซื้อกุ้งจากแหล่งผลิตที่เดือดร้อน นำไปกระจายขายทุกจังหวัดทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแบบทันที ทั้งหาตลาดรองรับ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งต่อสู้ในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นเวที WTO หรืออาเซียน ที่ทั้งไทยและมาเลเซียเป็นสมาชิกอยู่
เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่กังวลว่าจะได้รับผลกระทบ ขอให้เบาใจได้
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

