ก่อนที่จะไปถึงเรื่องแผน “ป้องกัน” และ “ปราบปราม” ปัญหานอมินี ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่านอมินีเป็นปัญหาที่ “เกิดขึ้น” และ “สะสม” มาอย่างยาวนานในสังคมไทย จะให้ปราบวันสองวันแล้วหมดไปแบบ “เสกแล้วหายวับ” เหมือนเล่นกลคงเป็นไปได้ยาก
เพื่อให้ “เห็นภาพ” ชัดเจน ลองย้อนไปดูสถิติ “นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี” ที่มาจดทะเบียน “จัดตั้งบริษัท” ในไทย และมี “คนต่างชาติ” ถือหุ้นตั้งแต่ 0.01–49.99% พบว่า ปี 2541 มีจำนวน 523 ราย ปี 2551 จำนวน 2,041 ราย ปี 2561 จำนวน 5,143 ราย และปีล่าสุด 2568 จำนวน 11,746 ราย ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมียอดสะสมรวม 119,297 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิ.ย.2569)
ในการป้องกันและปราบปรามปัญหานอมินีที่เกิดขึ้น “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ได้ทำการ “รื้อใหญ่” ระบบจดทะเบียนนิติบุคคล ป้องกันไม่ให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแบบง่าย ๆ แล้วนำบริษัทนอมินีที่ตั้งขึ้นไปใช้ทำธุรกิจในประเทศไทย
ที่ผ่านมา ได้ออก 5 คำสั่ง 2 ประกาศ ทำให้การจดนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.2569 เหลือ 1,771 บริษัท ลดลง 51.05% ต่อมา 1 เม.ย.2569 ได้เพิ่มมาตรการให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนธุรกิจต้องยืนยันการลงทุน ส่งผลให้ยอดจดนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินีตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 พ.ค.2569 เหลือ 731 บริษัท ลดลง 65.22%
โดยวันที่ 1 ส.ค.2569 ที่จะถึงนี้ จะเพิ่มมาตรการเข้ม ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ว่ามีการลงทุนจริงหรือไม่ มีเป้าหมายให้ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีอีก 35% หมดสิ้นไป
ไม่เพียงแค่นั้น ยังได้ร่วมมือกับสภาวิชาชีพบัญชี สภาทนายความ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันปัญหานอมินีตั้งแต่ต้นทาง ขอให้ช่วยกำชับสมาชิกที่มีอยู่ 182,254 ราย ไม่ให้ความช่วยเหลือหรือให้บริการจัดตั้งนิติบุคคลแก่ชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี และขอให้กำหนดโทษขั้นสูงสุดแก่สมาชิกที่กระทำความผิด
ร่วมมือกับกรมการท่องเที่ยว กำหนดแนวทางการป้องกันคนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีทำธุรกิจท่องเที่ยว โดยเชื่อมโยงข้อมูลคนไทยที่มีชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัท และส่งข้อมูลให้ใช้ประกอบการออกใบอนุญาต การนำข้อมูล AI มาวิเคราะห์กลุ่มเสี่ยง และร่วมมือกันปราบปรามอย่างเต็มที่ รวมทั้งจะร่วมมือแบบนี้กับหน่วยงานอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในด้านการปราบปราม ได้พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 119,297 ราย โดยได้แยกหมวดหมู่การทำธุรกิจ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวสอบ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยง เช่น ล้งมะพร้าว, ก่อสร้าง, สำนักงานบัญชี กฎหมาย
จากนั้น ได้ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง 23 หน่วยงาน เดินหน้า 3 ภารกิจหลัก คือ 1.บูรณาการฐานข้อมูล 2.เฝ้าระวัง-ดำเนินคดี 3.สร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วน
ปรากฏผลการดำเนินงาน ได้คัดกรองและตรวจสอบเบื้องต้นว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี และส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน เช่น
กรมสรรพากร ส่งดำเนินการตรวจสอบภาษี 14,800 ราย
กรมที่ดิน ตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 17,556 ราย
ชุดเฉพาะกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเชิงลึก 2,713 ราย
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับนิติบุคคลที่เข้าข่ายกระทำผิด 2,257 ราย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีพิเศษ 2,236 ราย
นอกจากนี้ ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (1 ต.ค.2568–23 มิ.ย.2569) จำนวน 35 พื้นที่ รวม 11 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ชลบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ตาก และกรุงเทพมหานคร
โดยประเภทธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีที่เน้นตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานบัญชี สำนักงานกฎหมาย วิลล่า ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจต่างด้าว นายหน้า ธุรกิจค้าเหล็ก ธุรกิจท่องเที่ยว นำเที่ยว Co-Working Space โรงงานอุตสาหกรรม ล้งมะพร้าว และธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น
“นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า” บอกว่า ในอดีตที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังเท่าที่ควร นอมินีจึงกลายเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน จนทำให้ปัจจุบันมีบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีสะสมหลักแสนราย

จนมาถึงรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” และ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจัง ทั้งการสกัดกั้นไม่ให้เกิดนอมินีใหม่ และจัดการนอมินีที่มีอยู่เดิม
อย่างไรก็ตาม นอมินียุคปัจจุบัน มีพัฒนาการใช้วิธีการที่แนบเนียน ปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่ตรวจสอบ ทำให้หลาย ๆ คน ยังเห็นว่า แม้จะมีเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบแล้ว แต่ธุรกิจเสี่ยงนอมินี อีกวันก็ยังทำธุรกิจอยู่อีก ไม่เห็นจะหมดไป
ปัญหาตรงนี้ ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำกับดูแลอยู่ ทำอะไรมากไม่ได้ และต้องอาศัยกฎหมายของหน่วยงานอื่นมาช่วย อีกทั้งบทลงโทษ อาจจะไม่รุนแรงพอที่จะทำให้กลัวการกระทำความผิด จึงมีหน่วยกล้าตายยอมเป็นนอมินีให้กับคนต่างชาติออกมาเรื่อย ๆ
ปัจจุบัน โทษกรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิดจะมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท
ดูแล้ว ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร และกว่าจะลงโทษได้ ก็ใช้ระยะเวลานาน จึงไม่มีใครกลัว ทำให้ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้แก้เกมด้วยการเสนอให้ความผิดเรื่องนอมินีเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ซึ่งจะทำให้จัดการปัญหานอมินีได้เด็ดขาดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปราบปรามธุรกิจนอมินีให้สิ้นซาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้จบในทันทีไม่ได้ เพราะในการตรวจสอบว่าเป็นนอมินีหรือไม่ ต้องใช้ระเวลาในการรวบรวมพยาน หลักฐาน และยังมีขั้นตอนตามกฎหมายอีก แต่ที่ทำได้เลย ก็คือ หากมีความผิดตามกฎหมายอื่น ก็ใช้วิธีการขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้รวมพลังกันบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด
ส่วนใครที่ยังสงสัย ทำไมปราบนอมินีแล้ว ถึงยังไม่หมดไป ก็อย่างที่บอก ต้องใช้เวลา ต้องบูรณาการทุกกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อจัดการ
ทั้งนี้ จากที่ผู้เขียนได้ติดตามการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เห็นได้ชัดว่ายุคนี้เป็นยุคที่ “เอาจริง-เอาจัง” กับการแก้ไขปัญหานอมินี ทำงานและมีผลงานแบบ “เห็นเนื้อ-เห็นหนัง” จับต้องได้
ก็ขอชื่นชม ให้กำลังใจ และขอให้จัดการปัญหานอมินีให้สิ้นซากตามที่ตั้งใจไว้
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

