สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT)” ได้เปิดแถลงข่าว “แผนการทำงาน ปี 2569” ให้กับสื่อมวลชน
โดยแผนงานที่จะ “ดำเนินการ” มีครบ ทั้งการดูแล “สินค้าเกษตร” ให้กับพี่น้องเกษตรกร และ “ค่าครองชีพ” ให้กับพี่น้องประชาชน
สำหรับสินค้าเกษตร นายวิทยากร บอกว่า มีแผนดูแลสินค้าเกษตรสำคัญทุกตัว แต่ที่เน้นเป็นพิเศษ มีราว ๆ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม
ทั้ง 10 ชนิดนี้ ได้จัดทำเป็น “ปฏิทิน” ไว้เป็น “คู่มือ” ในการทำงาน โดยจะรู้เลยว่า เดือนนั้น เดือนนี้ “ผลผลิต” จะออกสู่ตลาดเท่าไร และได้จัดทำ “แผนบริหารจัดการ” ในแต่ละช่วงไว้เรียบร้อยแล้ว
การบริหารจัดการ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ “ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว” ได้เตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า “ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด” รวมถึงช่วงผลผลิตออกมาก จะรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสม และ “มาตรการระยะกลาง-ยาว” จะดูแล ทั้งการลดต้นทุน การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การตลาด เป็นต้น
ในแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตร นายวิทยากร ยกตัวอย่างสินค้าเกษตร 2 ชนิด คือ “ข้าว” และ “ทุเรียน” เพราะเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูงและมูลค่าตลาดสูง
โดยผลผลิตข้าว ปี 2569 คาดว่าจะมีปริมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร มีความต้องการใช้ทั้งในและต่างประเทศ 23.50 ล้านตันข้าวสาร แต่มีบางช่วงที่ผลผลิตออกมาก ได้จัดทำแผนบริหารจัดการด้านการตลาดให้เหมาะสม ทั้งข้าวนาปรังและนาปี
นายวิทยากรบอกว่า “ข้าวหอมมะลิ” เป็นข้าวที่ไม่มีปัญหา ผลผลิตออกมาเท่าไร ขายได้หมด จะผลักดันให้เกษตรกร “เก็บข้าวไว้รอขาย” เพื่อให้ได้ราคาดีขึ้น

“ข้าวขาว” เป็นตัวที่ยอมรับว่า “เสี่ยงมีปัญหา” เพราะผลผลิตมาก จะมีมาตรการดูแลเข้ม ทั้งชะลอการขาย ส่งเสริมแปรรูป ช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีมาตรการด้านการตลาดเข้ามาช่วย เช่น ทำข้าวสารถุง
แต่ที่ “ใหม่สุด ๆ” คือ การทำ “ข้าวกล่องพร้อมทาน” จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัดกล่องละ 35 บาท เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยได้หารือกับ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” และผู้ให้บริการ “ตู้กด” ไปแล้ว ทุกคนเห็นด้วย คาดว่า น่าจะ “รู้ผล” ภายในสิ้นเดือน ก.พ.2569 ว่า จะ “ทำได้” หรือ “ไม่ได้”
นอกจากนี้ ยังมี “ข้าวประณีต” ที่ตอนนี้รวบรวมมาได้แล้วมากกว่า 300 สายพันธุ์ และมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 200 กลุ่ม โดยจะเข้าไปส่งเสริมการทำตลาด ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงค้าขายได้ทั้งในประเทศและส่งออก
“ทุเรียน” ปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิต 1.78 ล้านตัน เป็นทุเรียนภาคตะวันออก 1.06 ล้านตัน ภาคใต้ 7.2 แสนตัน โดยภาคตะวันออกจะเริ่มออกเดือน เม.ย.-พ.ค.2569 ซึ่งช่วงนี้จะ “มากสุด” พอเดือน มิ.ย.2569 เข้าสู่ช่วงปลายฤดู แต่เป็นต้นฤดูของภาคใต้
นั่นหมายความว่า ผลผลิตจะออก “ชนกัน” ช่วงหนึ่ง ประเมินว่า เป็นปัญหาแน่ ๆ เพราะหาก “แรงงาน” และ “ล้ง” ลงไปไม่ทัน ทุเรียนต้นฤดูภาคใต้ที่ควรจะได้ราคาดี ก็อาจจะมีปัญหาได้ จึงต้องวางแผน “รับมือ” ให้ดี
ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่ต้องเร่งแก้ไข ได้ดำเนินการล่วงหน้าแล้ว ทั้งเรื่องการขาดแคลนแรงงาน การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน การตรวจสอบสารตกค้าง ทั้ง BY2 แคดเมียม การเตรียมพร้อมตู้คอนเทนเนอร์ โลจิสติกส์ที่จะส่งผ่าน สปป.ลาว เวียดนาม เข้าจีน รวมไปถึงการหาตลาดใหม่ ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง
ที่เพิ่มมาใหม่ จะจัด “เทศกาลวันทุเรียนไทย” เตรียมขยายตลาดทุเรียนผ่าน “นักท่องเที่ยว” โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม ภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อกระตุ้นการบริโภค มาเมืองไทยต้องลอง “ทุเรียนไทย” เพื่อให้ “ติดใจ” กลับไปประเทศแล้วอยากกินอีก ร่วมมือกับ “ตลาดค้าส่งค้าปลีก” ช่วยกระจายทุเรียนไปยัง “ตำบล-อำเภอ” ที่ห่างไกล และเชิญ “อินฟลูเอนเซอร์” มาไลฟ์สดขายทุเรียน

ทางด้านการดูแล “ค่าครองชีพ” ให้กับประชาชน งานเดิมที่จะเดินหน้าต่อ ก็คือ การจัดงาน “ธงฟ้า” ขายสินค้าราคาประหยัด และใช้งานธงฟ้าช่วยเหลือ “ผู้ประกอบการ” และ “เกษตรกร” ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มีที่จำหน่ายสินค้า
ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับ “ตลาดค้าส่งค้าปลีก” จัดส่งรถโมบาย นำสินค้าที่เป็นต่อการครองชีพ อาทิ น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และนำสินค้าเกษตรช่วงผลผลิตออกมาก เช่น ผัก ผลไม้ ไปจำหน่าย
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีแผนร่วมมือกับตลาดสด ตลาดค้าส่งค้าปลีก ส่งเสริมให้ร้านอาหารในตลาด เพิ่ม “เมนูพิเศษ” เป็น “เมนูธงฟ้า” โดยนำผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากในช่วงนั้น เช่น ไข่ไก่ ก็จะทำเมนูไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ หรือช่วงหมู ก็จะเป็นเมนูหมูต่าง ๆ โดยคุยเจ้าของตลาดแล้ว ทุกรายสนใจ เพราะช่วยดึงดูดคนเข้าตลาด และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้
นอกจากนี้ จะเดินหน้าโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า เฟส 2” เพื่อลดค่าครองชีพประชาชนด้านการเข้าไปใช้บริการ “รักษาพยาบาล” ในโรงพยาบาลเอกชน โดยจะขยายการ “ซื้อยานอกโรงพยาบาล” ไปยังกลุ่มประชาชนที่ทำ “ประกันสุขภาพส่วนบุคคล” รวมถึงดูแล “โครงสร้างต้นทุน” ราคาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนด้วย
นายวิทยากร กล่าวปิดท้ายการแถลงข่าวว่า “ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่กรม จะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน เพื่อให้เกษตรกร ขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุน มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น และทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลง”
เห็นแผนงานใหม่ ๆ ของ “กรมการค้าภายใน” ที่จะดำเนินการในปี 2569 แล้ว
ก็ขอ “เอาใจช่วย” ให้ทำได้ “สำเร็จ” ตามแผนที่วางไว้
แต่ขอฝากไว้นิดก็แล้วกัน “แผนสอง-แผนสำรอง” ยังคงต้องมี
ทั้ง “สินค้าเกษตร-ค่าครองชีพ” เวลา “เกิดวิกฤต” มันมา “เร็ว” และ “แรง”
รับมือไม่ทัน “จะยุ่งเอา”
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

