สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน” ได้เปิดแถลงข่าว “สถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าจากผลกระทบสถานการณ์ในตะวันออกกลาง”
นายวิทยากรได้เปิดเผย “ผลการวิเคราะห์” ราคาน้ำมันดีเซลที่มี “ผลกระทบ” ต่อราคาสินค้า โดยประเมิน “ดีเซล” ที่ลิตรละ 50 บาท
ปรากฏว่า สินค้าได้รับผลกระทบและราคาอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 0.7–44.4% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยแบ่งเป็น “หมวดอาหารและเครื่องดื่ม” กระทบ 1.6–12.1% “ของใช้ในชีวิตประจำวัน” กระทบ 1.4–16.2% “ปัจจัยทางการเกษตร” กระทบ 44.4% “วัสดุก่อสร้าง” กระทบ 1.5–2.1% และ “อาหารสด” กระทบ 0.7–3.2%
แต่ทั้งนี้ ทั้งนี้ ผลกระทบต่อราคาที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่า สินค้าจะขึ้นราคาไปตามผลการวิเคราะห์ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัย ที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ
แล้วตอนนี้ “ดีเซลลดลง” จากที่ประเมินไว้ ผลกระทบก็ “ยิ่งลดลง” แต่ถ้าต่อไป “ดีเซลขึ้น” ผลกระทบก็ “ยิ่งมากขึ้น” ตามไปด้วย
สำหรับ “แนวทาง” การพิจารณาให้สินค้าขึ้นราคา นายวิทยากร บอกว่า จะยึดแนวคิด “2 พ” คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถอยู่ร่วมกันได้
โดยสินค้าที่อยู่ใน “บัญชีควบคุม” จำนวน 15 รายการ ได้แก่ ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมผงนมพร้อมดื่ม น้ำมันปาล์ม กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนสบู่เหลว ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย เหล็กแผ่นเคลือนและดีบุกโครเมียม ที่ต้อง “ขออนุญาต” ก่อนปรับขึ้นราคา กำหนดให้มีการพิจารณาต้นทุนจริง ทั้งต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง
ปัจจุบันยังไม่มีการ “อนุญาต” ให้ผู้ประกอบการรายใด “ขึ้นราคา” แต่มีผู้ประกอบการเริ่มยื่น “ขอปรับราคา” เข้ามาบ้างแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น “น้ำมันปาล์มขวด” มียื่นมา 4 ราย กำลังวิเคราะห์ต้นทุน สต็อกเก่า สต็อกใหม่ โดยพบว่าต้นทุน “น้ำมันปาล์มดิบ” เพิ่มสูงขึ้นจริง เดิมเคยอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท ตอนนี้ กก.ละ 41.75 บาท น้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ดูแล้วยังไง ก็ต้อง “ให้ขึ้น” แต่ไม่ให้ขึ้น “พรวดเดียว” ต้องค่อย ๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากจนเกินไป แต่ถ้าต่อไป ต้นทุนลด ก็ต้องลดราคาลงมาด้วย

“สบู่-แชมพู” ก็ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว กำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน หากจำเป็นต้องให้ปรับราคา ก็จะให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน
ส่วนสินค้าอื่น ๆ ในบัญชี 15 รายการ ยังไม่มีใครขอปรับราคา
“ปุ๋ยเคมี” ที่มีข่าวออกมาว่ามีการ “ขึ้นราคาแล้ว” ยังไม่มีผู้ผลิตรายใด “ขอปรับราคา” แต่ได้มีการหารือกันโดยตลอด พบว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง โดย “ปุ๋ยยูเรีย” จากปกติตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้กำลังบริหารจัดการ หาแหล่งนำเข้าเพิ่ม ทั้งมาเลเซีย-บรูไน ส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลาง มีเรือขนปุ๋ย 5 ลำ กระทรวงการต่างประเทศกำลังเจรจากับอิหร่านอยู่ น่าจะได้ “ข่าวดี” เร็ว ๆ นี้ และสุดท้าย หากผู้ผลิตขอปรับราคา ก็จะพิจารณาต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และการปรับราคาจะให้กระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด
“เม็ดพลาสติก” ที่เป็นสินค้าควบคุมใหม่ จะดูแลสินค้า 3 กลุ่มที่กระทบประชาชนและเกษตรกร ได้แก่ 1.หีบห่อหาร อาทิ กล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ 2.กระสอบใส่ปุ๋ย และ 3.ถุงเลือด ถุงน้ำเกลือ ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ คิดเป็น 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด
สำหรับมาตรการ “ดูแล” และ “ลดค่าครองชีพ” ปัจจุบันมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยร่วมมือกับห้าง ผู้ผลิต ลดราคาสินค้า “เฮ้าส์ แบรนด์-แบรนด์รอง” จำนวนกว่า 3,000 รายการ 25-58% และเตรียมนำสินค้าชุมชน สินค้า SME เข้ามาจำหน่ายเพิ่ม
โครงการ “ธงฟ้า” มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็น ทั้งในด้านราคาและช่องทาง โดยนำสินค้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 30–60% ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กว่า 200 รายการ อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย โดยมีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค.2569 แบ่งเป็นงานขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานขนาด 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง
โครงการ “กระจายสินค้า” ผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าถึงชุมชนและพื้นที่ห่างไกล

โครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” นำสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด เป้าหมายโรงเรียนห่างไกล 1,000 แห่ง
โครงการ “เชื่อมโยงสินค้าเกษตร” นำไปจำหน่ายยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกร
โครงการ “กระจายสินค้าราคาพิเศษ” ผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน
โครงการ “ธงเขียวพลัส” ช่วยเหลือเกษตรกร โดยเพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยจาก 200 เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อคัวเรือน และเกษตรกรที่มี “เล่มเขียว” และ “บัตรดินดี” จะได้เพิ่มเป็น 6 กระสอบ พร้อมคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือน และยังได้ร่วมมือกับ “ผู้ผลิตปุ๋ย” ลดราคาหน้าโรงงานกระสอบละ 50 บาท เป้าหมาย 10 กระสอบ ดำเนินการผ่านสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ
คงได้เห็น “สถานการณ์สินค้า” และสิ่งที่กำลัง “จะเกิดขึ้น” ในระยะต่อไปกันแล้ว
จะพูดว่าสินค้า “ไม่ขึ้นราคา” คงไม่ได้ เพราะ “ต้นทุน” เพิ่มขึ้นจริง บางตัวเพิ่ม “มาก” ถึง “มากที่สุด”
แต่ “กรมการค้าภายใน” ยืนยันแล้วว่า จะดูแลให้ “การปรับขึ้นราคา” ปรับเพิ่มตาม “ต้นทุนจริง” ไม่มี “บวกเพิ่ม” หรือ “ปรับเพิ่ม” น้อยกว่า “ต้นทุนที่เพิ่ม” เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกัน “แบกรับภาระ” ไม่ใช่ “โยนภาระให้” ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว
ขณะเดียวกัน ก็จะมี “มาตรการ” ลดภาระค่าครองชีพออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงให้ “ค่าครองชีพ” ลดลง
ก็น่าจะ “เบาใจ” ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยัง “ไว้ใจไม่ได้”
ตอนนี้สถานการณ์ “ความตึงเครียด” ในตะวันออกกลาง ยังไม่จบ และล่าสุดถึงวันนี้ การเจรจา “สหรัฐ-อิหร่าน” ไม่มีข้อยุติ-ไม่มีทางออก มีแต่การขู่ “ฮึ่ม ๆ” ใส่กันอีก
การลดภาระค่าครองชีพ จะพึ่งภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเริ่มที่ตัวเราเองด้วย “ประหยัดได้” ก็ควร “ประหยัด”
เพราะไม่รู้ว่าจากนี้ “จะเกิดอะไรขึ้นอีก”
ซีเอ็นเอ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

