​จัดหนักทุนเทา-มิจฉาชีพ

img

ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปีที่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ได้เดินหน้าจัดการกับปัญหาต่างชาติทำธุรกิจ “ไม่โปร่งใส” หรือเป็น “ทุนเทา” แล้วมาใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ทำธุรกิจที่ “สงวน” ไว้ให้กับคนไทยอย่าง “เข้มงวด” และ “เด็ดขาด
         
ทำต่อเนื่องถึงการสกัด “มิจฉาชีพ” ที่ใช้ช่องว่างการจัดตั้ง “นิติบุคคล” ที่ภาครัฐต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบธุรกิจสุจริต แล้วมาทำการจัดตั้ง “นิติบุคคลบัญชีม้า” โดยว่าจ้าง “หน้าม้า” เป็นผู้ก่อตั้ง ถือหุ้น เป็นกรรมการ
         
ผลการดำเนินการในปี 2568 ปรากฏว่า ได้ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 46,918 ราย ใน 6 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2.ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 3.e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4.โรงแรมและรีสอร์ต 5.เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ก่อสร้างทั่วไป ใน 42 จังหวัด ร่วมกับ 17 หน่วยงาน

พบการกระทำผิด 483 ราย ได้ส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่ ดำเนินการทางกฎหมายแล้ว

เฉพาะภารกิจเร่งด่วน ในช่วง 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.2568) ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ รัฐมนตรีกำกับดูแลคนใหม่ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” และอธิบดีคนใหม่ “นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ปรากฏผล “การดำเนินงาน” ทั้งการจัดตั้งกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และแต่งตั้งคณะกรรมการ และอนุกรรมการ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย

นอกจากนี้ มีการ “ลงพื้นที่” ตรวจสอบ 12 พื้นที่สำคัญในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ พบนิติบุคคลที่ “เข้าข่าย” การกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย ส่งข้อมูลนิติบุคคล “กลุ่มเสี่ยง” ให้ ปปง. ตรวจสอบ “เส้นทางการเงิน” รวม 357 ราย และส่งให้ “กรมสรรพากร” ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย



สำหรับแผนจัดการ “ต่างชาติ-ทุนเทา-มิจฉาชีพ” ที่จะใช้คนไทยเป็นนอมินีในปี 2569 นายพูนพงษ์ บอกว่า ปีนี้จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยคนที่ไม่สุจริต รับรองว่าเจอ “งานยาก” แน่นอน แต่คนที่สุจริต จะได้รับความ “สะดวก-สบาย” เช่นเดิมและมากกว่าเดิม

โดยการจดทะเบียนจัดตั้ง “บริษัทใหม่” จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการ “คัดกรอง” นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงแบบ “เชิงลึก” และ “พุ่งเป้า” โดยตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลของกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใน “บัญชี HR-03” ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และรายชื่อของ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน)” ที่อาจถูกนำมาใช้ในการจดทะเบียน เพื่อสกัดไม่ให้เข้ามาเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือใช้ในการหลอกลวงคนไทย

ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าตรวจสอบ “บริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี” ที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งไปแล้ว ด้วยการตรวจสอบ “บัญชีของธุรกิจ” ที่เข้าข่ายนอมินี 2,542 ราย และตรวจสอบบัญชีและงบการเงินนิติบุคคลที่มีชื่อคนใน “บัญชี HR-03” อยู่ในบริษัท ทั้งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน 2,012 ราย

รวมทั้ง จะตรวจสอบนิติบุคคลที่ถือครอง “ที่ดิน”หรือ “อสังหาริมทรัพย์” โดยใช้คนไทยถือหุ้นแทน เป้าหมาย 21,459 ราย ซึ่งพบว่า มีทั้งการลงทุนโดยตรง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การครองครองเพื่อการเกษตรกรรม และการถือครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย
         
บริษัทที่จะเข้าไปตรวจสอบ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว มากสุดที่ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนเชียงใหม่ ก็มีพอสมควร ซึ่งเรื่องที่ยอมไม่ได้เลย ก็คือ มีการมาซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เอามาพัฒนา เอามาจัดสรร และขาย อีกส่วนซื้อที่ดินมาทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ต้องจัดการให้หมด”นายพูนพงษ์กล่าว
         
สำหรับการ “ป้องกัน” ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า” ในฐานะเป็น “ด่านหน้า” ที่ช่วยในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ
         


ขณะเดียวกัน ได้ออก 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ได้แก่ คำสั่งให้บุคคลที่มีชื่อในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัว ยื่นหลักฐานการเงิน คำสั่งให้ผู้ถือบัตรคนจน หากมีชื่อมาจดทะเบียน เป็นกรรมการ ต้องมาแสดงตัว หลักฐานการเงิน คำสั่งให้บริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้นคนไทยต้องแสดงหลักฐานการเงิน และคำสั่งบริษัทที่มีที่ตั้งเดียวกัน ต้องแสดงหนังสือยินยอมหรือหลักฐานแสดงสินค้า
         
ส่วนอีก 2 ประกาศ ได้แก่ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียน จะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ) และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน

โดย 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา
         
จากนั้น พอกำหนดแผนทำงานเสร็จ นายพูนพงษ์ได้นัดประชุมร่วมกับ 17 หน่วยงาน บูรณาการความร่วมมือในการป้องกัน ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูล กรณีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ลุยตรวจสอบเป้าหมาย 21,459 บริษัทในทันที
         
ทั้งนี้ ผลการประชุมได้ข้อสรุปว่า จะใช้ทุกกฎหมายที่มีอยู่จัดการ ทั้ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายที่ดิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมาย DSI รวมถึงกฎหมายด้านภาษี
         
ถัดมา เตรียมจัดสัมมนาใหญ่ เรื่อง การอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ โดยเชิญสถานทูต หอการค้าต่างประเทศ พันธมิตรด้านกฎหมาย ด้านบัญชี หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน มารับฟังข้อมูลแนวทางการอำนวยความสะดวกในการลงทุนของชาวต่างชาติ การขออนุญาตประกอบธุรกิจ และการกำกับดูแลและป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ในวันที่ 29 ม.ค.2569
         
ด้วย “แผนงาน” ที่เข้มข้น ดำเนินการแบบ “จัดหนัก-จัดเต็ม” รวมทั้งปิดทุก “ช่องว่าง-ช่องโหว่
         
เป้าหมายเพื่อสร้างความ “เบาใจ” ให้กับ “ธุรกิจคนไทย” และ “คนไทย” ที่จะไม่โดน “เอาเปรียบ” หรือโดนการแข่งขันที่ “ไม่เป็นธรรม” หรือโดน “หลอกลวง” แบบง่าย ๆ อีกต่อไป
         
ส่วนมาตรการที่ว่า จะจัดการ “ทุนเทา-มิจฉาชีพ” ได้อยู่หมัดหรือไม่
         
เป็นเรื่องที่ต้อง “ติดตาม” ดูกันต่อไป  
 
ซีเอ็นเอ

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง