“วิชัย โภชนกิจ” เปิดใจหลังยื่นใบลาออก รับ “หน้ากากอนามัย” งานหินที่สุด

img

วันที่ 16 มี.ค.2563 นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เดินทางมาอำลาข้าราชการ ที่ห้องประชุมชั้น 6 กรมการค้าภายใน หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และหลังจากที่ได้กล่าวอำลาข้าราชการเสร็จ บรรดาข้าราชการที่เคยร่วมงานด้วย ได้มอบดอกไม้ให้กำลังใจ จากนั้นนายวิชัยได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
อำลาน้องๆ กรมการค้าภายใน
         
เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสฝากงาน อำลาน้องๆ กรมการค้าภายใน เพราะได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี บอกน้องๆ กรมการค้าภายในมีภารกิจรับงานหนัก ยากเย็นแสนเข็ญอีกหลายเรื่อง และล่าสุดสาธารณสุขออกมาตรการเตรียมรับมือการระบาดของโควิด-19 ระยะที่ 3 กรมการค้าภายในต้องหนักแน่น เป็นฐานกำลังดูแลผู้บริโภค เพราะการคาดหวังของสังคมมีต่อเราสูง สังคมคาดหวังต้องทำให้ได้
         
ส่วนผม รับราชการมาตั้งแต่ปี 2526 เติบโตในกรมฯ นี้ ปี 2553-54 ไปเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นผู้ตรวจ เป็นรองปลัด และกลับมาเป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน ทำงานได้ 1 ปีครึ่ง
 
ผ่านงานยากมาหลายงาน
         
ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย งานยากที่ฝ่าฟันมาได้ มีหลายเรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ต้องผลักดันให้มีร้านธงฟ้าไว้ซื้อของ เริ่มต้นมี 2 พันร้าน เข้าไปชวนร้านค้าให้มาสมัครเป็นร้านธงฟ้า บอกว่าขายของแล้ว อีก 2-3 วันจะได้เงิน เขาไม่เอาด้วย เข้าไปชวน เจ้าหน้าที่โดนสาดน้ำออกมา แต่จากนั้นได้เร่งชักชวน พอหลายๆ ร้านเห็นว่าได้ผล ก็มาสมัคร เข้าคิวจนไม่มีเครื่องให้ (เครื่อง EDC)
         
งานหินชิ้นที่ 2 ต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีนึงเคยนำเข้าข้าวสาลี 4.5 แสนตัน เพิ่มเป็น 4 ล้านตัน พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเสียหาย เพราะไม่มีใครซื้อ ทำในสิ่งที่หลายคนไม่เห็นด้วย กำหนดสัดส่วนนำเข้า 3 ต่อ 1 ถ้าจะนำเข้าข้าวสาลี ก็ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ
         
ต่อมาเป็นโครงการประกันรายได้ มีสินค้าเกษตร 4 ตัวที่พาณิชย์รับผิดชอบ ใช้เวลา 3 เดือน ทำ 4 ตัวจบ (ปาล์มน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด) ที่น่าพอใจสุด คือ ปาล์มน้ำมัน จ่ายเงินไป 2 งวด ตอนนี้ราคาดีขึ้นเกิน 5 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) บางช่วง 8 บาทต่อกก. มันสำปะหลัง ราคาน่าจะดีขึ้น เพราะมีความต้องการใช้แอลกอฮอล์ แต่ข้าวโพด น่าจะดี แต่ก็ต้องดูเรื่องนำเข้า เพราะช่วงนี้ เปิดให้นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
 
หน้ากากอนามัยงานหินที่สุด
         
ถือว่าเป็นงานหินที่สุด ไม่ใช่แค่ วิชัย ต่อให้ 100 วิชัย ก็แก้ไม่ได้ เราติดกระดุมเม็ดแรก คือ ทุกคนต้องมีหน้ากากใส่ ความคิดทุกคนต้องมี ตอนนั้น 1.2 ล้านชิ้น คนไทย 65 ล้านคน ความคิดทุกคนต้องมี ไม่สามารถทำได้ ถ้าคิดเฉลี่ย 1 ผืน จะมีคนใช้ถึง 55 คนต่อวัน อัตราส่วนแบบนี้ เป็นการเดินที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ครั้งแรกบริหารแบบปันส่วน (ดึงมา 5 แสนชิ้นต่อวัน ที่เหลือโรงงานขายเอง) ยังไงก็ไม่พอ ต่อมามีปัญหาแพทย์ขาด บุคลากรทางการแพทย์ขาด ทุกคนรับไม่ได้ สุดท้ายยึดมาทั้งหมด 1.2 ล้านชิ้น ไม่ใช่ยึดของ เอาตัวเลขมาบริหารจัดการสั่งจ่ายจากโรงงานไปปลายทาง ลำดับแรก 7 แสนชิ้นให้โรงพยาบาลรัฐ เอกชน บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย พาณิชย์บริหาร 5 แสนชิ้น ให้คนไทย 60 กว่าล้านคน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับทุกคน เป็นการเอาตะเกียบ ไม้จิ้มฟันอันเดียวงัดไม้ซุง จับภูเขาขึ้นครกยังง่ายกว่า ให้คนมีหน้ากากใช้ทุกคน       
         
หลังจากยึดมา ต้องทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งทำตลาด ขนส่ง กระจาย เป็นผู้จัดการฝ่ายผลิต เป็นผู้จัดซื้อ ดูแลขนส่งจากโรงงานถึงปลายทาง บริหารจัดการมาตั้งแต่ 4 มี.ค.2563 ถึงวันนี้ บริหารไปแล้ว 15 ล้านชิ้น ผ่านสาธารณสุข 8.5 ล้านชิ้น ผ่านกรมการค้าภายใน 7 ล้านชิ้น
 
ติดใจประเด็น 200 ล้านชิ้น
         
ตัวเลข 200 ล้านชิ้น มันคือสต๊อกสูงสุดที่จะผลิตได้ ตอนนั้นคำนวณกัน ถ้าผลิต 4-5 เดือนแบบเต็มที่ จะมีสต๊อกได้สูงสุด 200 ล้านชิ้น แต่แปลก พูดกันเรื่องจริง ไม่มีคนเชื่อ ไม่ได้หมายความว่าผลิตไปแล้ว และมี 200 ล้านชิ้นเลย เพราะที่ไปตรวจก็ไม่เจอ
 
ต้องอนุญาตให้ส่งออก
         
เรื่องอนุญาตส่งออก ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างโรงงานที่มาลงทุนผลิตเพื่อส่งออก ได้บีโอไอ ไม่มีเงื่อนไขเปิดช่องให้เขาขายในประเทศได้ ถ้าทำแบบนั้น เขาก็จะเป็นนักลงทุนธรรมดา สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่อนุญาต เขาจะมาลงทุนทำไม เคสที่ 2 มีเงื่อนไขจ้างผลิต มีเครื่องหมายการค้า มีคำสั่งทำเป็นล็อตๆ หน้ากากนี้ขายในไทยไม่ได้ ถ้าทำพาณิชย์จะผิดกฎหมายเสียเอง เพราะเป็นผู้รักษากฎหมาย ความผิดร้ายแรงกว่าคนอื่น และอีกเคส หมอไทยไม่ใช้ ผมไม่เคยปิดปัง ไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่ได้เป็นกรรมการในชุดที่อนุญาตด้วยซ้ำ ตัดวงจรนี้ออกไป ไม่อยากถูกกล่าวหา โดยภาพรวมขอมา 53 ล้านชิ้น อนุญาตไป 12.7 ล้านชิ้น จากนั้นมีอีก 3-4 ล้านชิ้น ไม่ได้ปิดบัง ทำให้โปร่งใสตลอด แต่ก็มีคนยกมาเป็นประเด็นจนได้ ก้าวล่วงไปจนให้ส่งออก 330 ตัน 180 ตัน
 
ขอร้องทุกโรงงานให้ผลิตเพิ่ม
         
ที่ผ่านมา ได้ขอร้องให้โรงงานผลิตทั้ง 11 โรง ปรับสายการผลิต ปรับเครื่องจักร เพื่อผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่ม ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มจาก 1.56 ล้านชิ้นต่อวัน เป็น 1.78 ล้านชิ้นต่อวัน และภายในวันที่ 18 มี.ค.2563 น่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยมีเป้าที่ 2.2 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งในจำนวน 2 ล้านชิ้นที่จะมีนี้ 1.1 ล้านชิ้นจะไปที่สาธารณสุข ซึ่งสาธารณสุขยืนยันว่า 1.1 ล้านชิ้นต่อวันเพียงพอ ในการเตรียมรับมือเฟส 3
 
เรื่องที่น่าห่วงจากนี้
         
อีกเรื่องที่น่าเป็นห่วง ก็คือ คนไทยเวลาตื่น น่ากลัวมาก สื่อออกมาสินค้าหมดชั้นวาง ถ้าจุดเป็นกระแส สร้างกระแสให้กักตุนสินค้า จะแรงกว่าหน้ากากอนามัย แรงกว่าเจลล้างมือ สุดท้ายภาระจะตกมาที่กรมการค้าภายใน ซึ่งที่ผ่านมา เคยเรียกผู้ผลิตมาคุยแล้ว ผลิตอยู่ 70% ก็บอกให้ผลิตเต็ม 100% ถ้าไม่ ปัญหาจะจุดติด ต้องระวัง
 
ขอลาออกใช้เวลาที่เหลือพักผ่อน
         
ได้ทำหนังสือเรียนปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแล้ว มีผลวันที่ 23 เม.ย.2563 เซ็นไม่เซ็นอนุมัติ ต้องถามปลัดฯ แต่ผมขอใช้เวลาที่เหลืออีก 6 เดือน ไปผักผ่อนร่างกาย หลังจากที่ได้ทุ่มเท หักโหม ไม่มีเวลา เสาร์ อาทิตย์ ก็ต้องทำ บางวันทำกันถึงเที่ยงคืน ไม่ได้กลับบ้าน ไม่อยากให้ทีมงานขาดคนตัดสินใจ แต่จากนี้ จะไม่มีภาระดูเรื่องนี้แล้ว ฝากน้องๆ และยินดีให้คำแนะนำ เพราะคงไม่มีโอกาสแบ่งเบาภาระทีมงานได้
         
ส่วนที่ถูกสั่งย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องถามคนย้าย ผมไม่มีมลทินเรื่องอื่น อาจเป็นเรื่องบริหารหน้ากากอนามัยไม่ลงตัว หรืออาจจะไปกระทบใครบ้าง ไม่รู้ และคำสั่งเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม สังคมเป็นคนตัดสิน เพราะผมหมดความเครียดแล้ว โล่ง เหมือนยกภูเขาออกจากอก ไม่ต้องจับภูเขายัดครก

>>>ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
>>>ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit  
 

ติดตามข่าวสารผ่าน LINE
Add friend ที่ @cnaonline
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter