​แผนรับมือภาษีสหรัฐฯ เจรจา ART

img

หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ และศาลการค้าสหรัฐฯ ได้มีคำสั่ง “เพิกถอน” และ “ระงับ” การเก็บภาษีจากประเทศคู่ค้าของ “นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”
         
ทำให้ทรัมป์ ได้หันมาใช้ “มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974” ประกาศไต่สวนประเทศคู่ค้าทั่วโลกแทน กำหนดไว้ 2 ประเด็น ได้แก่ กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และในระหว่างการไต่สวน ได้เรียกเก็บภาษีเก็บภาษีชั่วคราวที่ 10% และกำหนดหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.2569  
         
ทั้งนี้ ไทยถูกสหรัฐฯ เปิดไต่สวนในกรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับที่มีประสิทธิภาพ ร่วมกับ 60 ประเทศ และกรณีกำลังการผลิตเกินความต้องการใน 3 กลุ่มหลัก คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง ร่วมกับ 19 ประเทศ
         
ทันทีที่ถูกไต่สวน “กระทรวงพาณิชย์” ได้ทำการชี้แจงและโต้แย้งต่อสหรัฐฯ โดยด้านแรงงาน ยืนยันสินค้าไทยปลอดแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่การผลิต มีการเร่งออกกฎหมายส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (HRDD Law) ที่มีความเข้มงวด และตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เพื่อป้องกันสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับ

ด้านการใช้กำลังการผลิต ชี้แจงว่า กำลังการผลิตจริงอยู่ในระดับสูง 70-95% ไม่ใช่ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน อีกทั้งสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานของโลกและสหรัฐฯ ไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และมาตรการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO)

สุดท้ายก่อนที่มาตรการด้านภาษี จะหมดอายุลง ช่วงวันที่ 23 ก.ค.2569 (ตามเวลาในสหรัฐฯ) สหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีไทยกรณีแรงงานร่วมกับ 38 ประเทศ ในอัตรา 12.5% บวกอัตรา MFN เดิม โดยมีประเทศคู่แข่งสำคัญที่โดนพร้อมไทย เช่น จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศอื่น ๆ โดน 10% รวม MFN เช่น สหภาพยุโรป ไต้หวัน โดน 10% บวก MFN มี 17 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซิลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร ตรินิแดด และโตเนโก และโดน 12.5% รวม MFN เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์



อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้าย ก็ยังมีความโชคดี มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีสูงถึง 2,120 รายการ แยกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ยางธรรมชาติ แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแป้ง มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว น้ำตาลบางรายการ วัตถุดิบอาหารสัตว์ และเมล็ดพันธุ์ กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ วงจรรวม แผงวงจร หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบ อาทิ ปุ๋ย วัตถุดิบยาฆ่าแมลง หนังสัตว์ ผลิตภัณฑ์ไม้ เหล็กหล่อ และเศษโลหะ อากาศยานและการแพทย์ อาทิ ชิ้นส่วนอากาศยาน ยาและส่วนประกอบของยา และสินค้าอื่น ๆ อาทิ เสื้อผ้าใช้แล้ว งานศิลปะ ของสะสมและโบราณวัตถุ

ส่วนการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศรวมถึงไทย ยังไม่ได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม

นั่นหมายความว่า ในระหว่างนี้ ไทยยังมีเวลาที่จะเร่งเจรจาหารือกับสหรัฐฯ เพื่อสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ให้ได้  

“นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” บอกว่า ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐฯ ได้เร่งหารือกับสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหลักสำคัญของไทยมิใช่เพียงการเร่งสรุปผลให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นความตกลงที่สร้างผลประโยชน์อย่างสมดุล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ และความสามารถในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลในด้านต่าง ๆ เพื่อการบริหารประเทศได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ “ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์” เสริมว่า จากจุดยืนดังกล่าว ทำให้กระบวนการหารือของไทยอาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐฯ มากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยของคนในประเทศ



“ขอให้ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า เชื่อมั่นได้ว่า การกำหนดท่าทีของไทย จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการคู่ขนาน ทั้งในด้านการเตรียมมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถและรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับผู้ส่งออก มาตรการลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและเสริมความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของไทย

ขณะเดียวกัน มีแผนที่จะเร่งเจาะและขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม

โดยแนวทางดังกล่าวมิใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการค้าของไทยให้มีความยืดหยุ่น ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือ แนวทางการรับมือกับปัญหาภาษีสหรัฐฯ และการรับมือกับผลการเจรจา ART ที่กำลังใกล้งวดเข้ามาทุกที

“พาณิชย์” มีทั้งแผนรุก-แผนรับ เพื่อให้ไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ซีเอ็นเอ

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง