​"ทีมผู้บริหารพาณิชย์"กับภารกิจร่วมเทคออฟไทยแลนด์ อะไรคืองานเร่งด่วน เจ้าภาพเป็นใคร ใครรับผิดชอบงานไหน ตามไปดูกัน

img

ปี 2561 เป็นปีที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าให้เป็นปีแห่งการเทคออฟ ไทยแลนด์ ทุกภารกิจของกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด จะต้องมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีภารกิจที่จะต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในหลายด้าน ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การดูแลค่าครองชีพ การสร้างงานสร้างอาชีพ การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ ตลอดจนการส่งเสริมและผลักดันการส่งออก และการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับประเทศไทย

ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงาน 2 ท่าน คือ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลงานกรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ และน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลงานกรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

ในระดับหัวหน้าส่วนราชการ มีนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.อุรวี เงารุงเรือง , น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ และนายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระดับอธิบดี มีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และอีก 2 ว่าที่อธิบดี นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (ณ วันที่เขียนรายงาน (2 ม.ค.2561) ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งจาก ครม. แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะเป็นไปตามนี้)

ส่วนองค์กรที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีนางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ ผู้อำนวยการ อคส. และองค์การมหาชน มีนางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ และนางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ
         
ทีนี้มาดูว่าภารกิจที่จะเร่งขับเคลื่อนสำหรับปี 2561 มีอะไรกันบ้าง ซึ่งล่าสุดนายสนธิรัตน์ได้ประกาศไว้แล้วว่าจะมุ่งเน้นภารกิจสำคัญใน 9 นโยบาย ได้แก่ การดูแลราคาสินค้าเกษตร , การดูแลค่าครองชีพ , การสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อย , การขับเคลื่อน SMEs และ MSMEs , การส่งเสริมการค้าออนไลน์ , การส่งเสริมธุรกิจบริการ , การผลักดันการส่งออก , การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ
         
ในด้านการดูแลราคาสินค้าเกษตร แม่งานหลักคงหนีไม่พ้นกรมการค้าภายใน ที่จะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ล่วงหน้า และป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ
         
ในด้านการดูแลค่าครองชีพ กรมการค้าภายในเป็นเจ้าภาพ โดยต้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้ขาดแคลน ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา การผลักดันเปิดตลาดในรูปแบบต่างๆ ทั้งตลาดต้องชม ตลาดประชารัฐ ตลาดเฉพาะสินค้า การพัฒนาสินค้าชุมชน โอทอป สินค้าเกษตรอินทรีย์ และยังต้องเดินหน้าภารกิจเพิ่มจำนวนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐให้เพิ่มเป็น 4 หมื่นร้าน จากปี 2560 ที่มีจำนวน 2 หมื่นร้าน รวมทั้งการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนให้มีมุมวางขายในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจการค้าระดับฐานราก
         
ในด้านการสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยจะมีการเดินหน้าโครงการที่จะช่วยสร้างอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงการคลังอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการผลักดันให้เข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ การฝึกอาชีพ การสอนให้ทำธุรกิจ
         
ในด้านการขับเคลื่อน SMEs และ MSMEs เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ ที่จะมีการเข้าไปช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่เป็นรายย่อย รายเล็ก รายกลาง ให้มีโอกาสทำธุรกิจ และมีโอกาสในการค้าขายเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบออฟไลน์ เช่น ตลาด ร้านโชห่วย ห้างสรรพสินค้า และออนไลน์ 
         
ในด้านการส่งเสริมการค้าออนไลน์ จะเป็นการทำงานต่อเนื่องจากการขับเคลื่อน SMEs และ MSMEs เพราะเมื่อส่งเสริมให้เข้าสู่ธุรกิจแล้ว ก็ต้องส่งเสริมให้ขายได้ โดยการค้าขายภายในประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นผู้ส่งเสริมหลัก ส่วนตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
         
ในด้านการส่งเสริมธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะร่วมกันทำงาน โดยจะสนับสนุนให้มีธุรกิจบริการใหม่ๆ ที่รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เช่น ไบโอเทคโนโลยี บริการด้านการเกษตร และการส่งเสริมธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งค้าขายชุมชนในเมืองรอง ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหารชุมชน ที่จะมีการส่งเสริมให้มีเครื่องหมาย Thai Select เป็นต้น
         
ในด้านการผลักดันการส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นหน่วยงานหลัก ที่จะขับเคลื่อนภารกิจในการเพิ่มยอดการส่งออก ที่จะเน้นการขยายตลาดสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สินค้าที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในการกำหนดเป้าหมายในการเจาะตลาดตามนโยบายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ที่มุ่งขยายการค้า การลงทุนให้ไทยในรูปแบบเสิร์ฟด่วน ซึ่งจะรวมถึงกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะมุ่งขับเคลื่อนการค้าชายแดน โดยมีภารกิจโดดเด่น คือ YEN-D ที่จะเข้ามาเป็นใบเบิกทางให้กับผู้ประกอบการไทย  
         
ในด้านการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ที่จะมีการดำเนินการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คงสถานะ WL และนำไปสู่การปลดจากบัญชี WL และจะมีการเดินหน้าแก้ปัญหาการจดสิทธิบัตรล่าช้า และการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้นมากขึ้น
         
ในด้านการสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในพาณิชย์ ที่จะมีการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ การลดขั้นตอนการทำงานและการใช้ระบบ Electronic มาใช้ในการให้บริการ เพื่อนำไปสู่การเป็น e-Ministry รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายและการเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อรองรับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
         
ภารกิจเหล่านี้ จะเห็นภาพชัดเจน เข้มข้นมากขึ้นทันทีที่เริ่มปี 2561 ซึ่งถือเป็นงานท้าทายของทีมผู้บริหารพาณิชย์ที่จะต้องขับเคลื่อนงานในฐานะเป็นส่วนหนึ่งในการเทคออฟ ไทยแลนด์ เพราะหากทำสำเร็จ ก็จะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยในภาพรวมทำได้ดีขึ้น
         
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ทีมผู้บริหารที่ขับเคลื่อนงานตามภารกิจเทคออฟ ไทยแลนด์ นายสนธิรัตน์ย้ำไว้ว่า ใครทำได้ดี ก็ได้ไปต่อ แต่ถ้าทำไม่ได้ ขับเคลื่อนไม่ได้ ก็ต้องโดนสับเปลี่ยน เพราะรัฐบาลเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 1 ปี จะมาเสียเวลาไม่ได้ และอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ จะมีการวัดผลครั้งแรกเกิดขึ้น
 

ติดตามข่าวสารผ่าน LINE
Add friend ที่ @cnaonline
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter