​ไทย-ภูฏาน เซ็น FTA ทำสถิติเจรจาเร็วสุดแค่ 9 เดือน ตั้งเป้าบังคับใช้ 1 ม.ค.69

img

“พิชัย”เผยไทย-ภูฏาน เซ็น FTA แล้ว มีนายกรัฐมนตรี 2 ประเทศเป็นสักขีพยาน หลังใช้เวลาเจรจากันแค่ 9 เดือน ถือเป็น FTA ฉบับที่ 17 ของไทย คาดช่วยหนุนส่งออกสินค้าไทยไปภูฏานได้เพิ่มขึ้น และมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้า เตรียมจัดสัมมนาเผยแพร่ข้อมูลการเจรจา เพื่อให้เตรียมความพร้อม ก่อนนำเสนอรัฐสภาขอความเห็นชอบ ตั้งเป้าบังคับใช้ 1 ม.ค.69  
         
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2568 ที่ผ่านมา ตนและนายนำเยล ดอร์จิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานของภูฏาน ได้ร่วมลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย และนายดาโช เชริง โตบเกย์ นายกรัฐมนตรีของภูฏาน เป็นสักขีพยาน ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่ง FTA ไทย–ภูฏาน ถือเป็น FTA ฉบับที่ 17 ของไทย ที่สามารถบรรลุผลการเจรจาภายในเวลา 9 เดือน และภูฏานถือเป็นประเทศลำดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่ได้ทำ FTA กับไทย ต่อจากอินเดียและศรีลังกา โดยเป็นตลาดศักยภาพแห่งใหม่ที่มีความต้องการซื้อสินค้าไทย ซึ่งจะช่วยขยายฐานตลาดส่งออกของไทยให้เพิ่มขึ้น
         
สำหรับ FTA ไทย-ภูฏาน จะครอบคลุมเฉพาะการเปิดเสรีการค้าสินค้า โดยเป็นการยกเว้นภาษีทันทีในวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ ซึ่งภูฏานจะยกเว้นภาษีสินค้าเกือบทั้งหมดให้กับไทย โดยสินค้าสำคัญที่คาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์ อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าเกษตรและอาหาร (ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารปรุงแต่ง) สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะที่ไทยจะยกเลิกภาษีสินค้าให้กับภูฏานร้อยละ 94 โดยสินค้าสำคัญที่คาดว่าภูฏานจะได้รับประโยชน์ อาทิ มันฝรั่ง ชาเขียว แยมและเยลลี่ผลไม้และน้ำผลไม้
         
ทั้งนี้ ภูฏานมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดรองรับการส่งออกของไทยได้ในระยะยาวได้ ซึ่ง FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนปริมาณการค้าสองฝ่ายเป็น 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากภูฏานมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง และได้ก้าวเป็นประเทศกำลังพัฒนาเมื่อปี 2566 โดยคาดว่าการเจรจาจัดทำ FTA ไทย–ภูฏาน จะเป็นประโยชน์ต่อไทย เนื่องจากจะช่วยสร้างศักยภาพทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูฏาน จากการลดเลิกภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี



นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทย จะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มมากขึ้น จากการที่ไทยเปิดตลาดให้กับสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตซึทาเกะ และผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทย รวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยจะมีทางเลือกบริโภคสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น
         
“หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ FTA ไทย-ภูฏาน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ FTA ไทย-ภูฏาน ให้แก่ทุกภาคส่วน ทั้งในประเด็นการเปิดตลาดสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ จากนั้นหน่วยงานของไทยจะดำเนินการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการมีผลใช้บังคับของ FTA โดยตั้งเป้าให้ FTA ไทย–ภูฏาน มีผลใช้บังคับได้ภายในวันที่ 1 ม.ค.2569 จึงขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบการไทยศึกษาโอกาสและแนวทางการใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-ภูฏาน เพื่อเตรียมใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อ FTA มีผลใช้บังคับ”นายพิชัยกล่าว
         
ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยและภูฏานมีมูลค่า 460.47 ล้านบาท โดยไทยส่งออกไปภูฏาน 457 ล้านบาท และนำเข้าจากภูฏาน 3.47 ล้านบาท สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ยานพาหนะและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เครื่องดื่ม และผลไม้กระป๋องและแปรรูป และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย อาทิ ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักและผลไม้ เครื่องบิน เครื่องร่อนอุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง