​“พาณิชย์”รับเกินคาด สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย 37% ยันแผนเจรจาพร้อม รอแค่รับนัด

img

“พาณิชย์”ยอมรับเกินคาด สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย 37% ย้ำไม่ต้องห่วง มีแผนเตรียมเจรจากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว หวังจะต่อรองได้ รอแค่ว่าจะรับนัดเมื่อไร “วุฒิไกร” กางแผนเจรจา พร้อมลดภาษีนำเข้า เพิ่มนำเข้าสินค้า และลดอุปสรรคการค้า ประเมินเบื้องต้น เสียหายหนักแน่ หากไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าเจรจสำเร็จ อาจไม่กระทบหรือกระทบลดลง คาดทำให้การเจรจา FTA เสร็จเร็วขึ้น ส่วนสินค้ามุ่งมาไทย มีแผนรับมือแล้ว
         
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้ไทยและประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ว่า รู้สึกตกใจที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยในอัตราสูงมาก เกินกว่าความคาดหมาย โดยที่มาสหรัฐฯ ได้คำนวณจากอัตราภาษีที่คู่ค้าเก็บจากสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เก็บจากคู่ค้า รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ซึ่งของไทยคำนวณได้ 72% และหาร 2 เท่ากับ 36% แต่ไม่ต้องห่วง เพราะไทยมีคณะทำงานที่เตรียมความพร้อมในการเจรจากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว และมีความหวังว่าจะสามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้สหรัฐฯ ลดภาษีลงได้ โดยไทยพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ ตลอดเวลา รอแค่ว่าสหรัฐฯ จะรับนัดเมื่อไร
         
“การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด แม้แต่เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดีย ที่ไปหารือกับสหรัฐฯ มาแล้ว ก็ยังโดน แต่ไทยจะพยายามอย่างเต็มที่ เจรจาให้สหรัฐฯ ลดภาษีลงมาให้ได้ ตอนนี้มีข้อมูลเจรจาไว้หมดแล้ว และมีความหวังว่าจะสำเร็จ เพราะไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนการปรับขึ้นภาษี จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 3% หรือไม่ ขณะนี้ยังบอกไม่ได้”นายพิชัยกล่าว
         
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ถือว่าเกินความคาดหมายสำหรับไทย โดยอัตราภาษีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถือเอกสารตอนแถลงข่าวอยู่ที่ 36% แต่ในเอกสารประกอบคำสั่งฝ่ายบริหารอยู่ที่ 37% แต่ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย.2568 ยังมีเวลาที่ไทยจะเจรจาต่อรองได้ โดยไทยพร้อมที่จะเจรจาทุกเมื่อ รอเพียงให้สหรัฐฯ รับนัดมา ถ้าเดินทางไปไม่ทัน ก็จะมีทีมไทยแลนด์ ที่เป็นเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงอชิงตัน ดีซี. เป็นหัวหน้าคณะ แต่หากมีเวลาเดินทางไป รมว.พาณิชย์จะเป็นหัวหน้าคณะไปเจรจาเอง
         


ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คาดการณ์ว่า ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้ไทย 11% จะทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ 7,000-8,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 1 ปี แต่ขณะนี้ภาษีสูงถึง 37% ก็อาจเสียหายมากกว่านี้ หากไทยไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าเจรจาต่อรองแล้ว เป็นผลสำเร็จ ก็อาจไม่เกิดความเสียหาย หรือเสียหายลดลง ส่วนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายขยายตัว 2-3% หรือไม่ ต้องคำนวณอีกครั้ง
         
สำหรับแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ 1.ไทยจะลดภาษีสินค้านำเข้าสินค้าบางรายการให้กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าอยู่แล้ว แต่นำเข้าจากแหล่งอื่น อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง รวมถึงเพิ่มการลงทุนด้านพลังงานในสหรัฐฯ 2.เพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าที่ยังไม่เคยนำเข้าจากสหรัฐฯ 3.ลดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าของสหรัฐฯ โดยมั่นใจว่า จะเจรจาต่องรองกับสหรัฐฯ ได้ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่การเจรจาด้านการค้าสินค้าเท่านั้น แต่จะทำทุกมิติ ทั้งการค้าบริการที่สหรัฐฯ ได้ดุลไทยจำนวนมาก การลงทุน การเป็นพันธมิตรที่ดี และหากให้คะแนนความสำเร็จ ถ้าได้เจรจากัน น่าจะได้ถึง 7-9 เต็ม 10
         
นายวุฒิไกรกล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า สินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบมาก จะเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูง โดยสินค้า 15 อันดับแรกที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มาก ได้แก่ 1.โทรศัพท์มือถือ 2.ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3.ยางรถยนต์ 4.เซมิคอนดักเตอร์ 5.หม้อแปลงไฟฟ้า 6.ชิ้นส่วนอุปกรณ์การพิมพ์ 7.ชิ้นส่วนรถยนต์ 8.อัญมณี 9.เครื่องปรับอากาศ 10.กล้องถ่ายรูป 11.เครื่องปริ้นเตอร์ 12.วัตถุดิบอาหารสัตว์ 13.แผงวงจรอิเลกทรอนิกส์ 14.ข้าว และ 15.ตู้เย็น
         
ส่วนการพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะมีการหารือกับนายพิชัย ชุณหชวิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เช่น อาจจะมีกองทุนเพื่อช่วยเหลือ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยจะกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย และมีการส่งออกไปสหรัฐฯ เพราะตัวเลขพวกนี้ มีข้อมูล มีสถิติชัดเจนอยู่แล้ว
         


นอกจากนี้ คาดว่าผลจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีประเทศคู่ค้าต่าง ๆ จะทำให้การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยเจรจากับประเทศต่าง ๆ มีความรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น ทั้งกรอบไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา
         
ทางด้านประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจมีสินค้าจากหลายประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้ และหันมาส่งออกเข้ามาไทยและอาเซียนแทนนั้น กระทรวงพาณิชย์ มีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งทำงานล่วงหน้ามาหลายเดือนแล้ว และเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น มีการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานทางออนไลน์ลดลง มีตัวเลขการปราบปรามสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น มูลค่าความเสียหายของสินค้าไร้มาตรฐานที่จับกุมได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีมาตรการที่จะใช้ดำเนินการกับสินค้านำเข้า ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) มาตรการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอซี) รวมถึงได้ขึ้นบัญชีสินค้าเสี่ยงที่จะสวมสิทธิ์ประเทศไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 49 รายการไว้แล้ว

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง