​“เกษตรกร-รายย่อย” ไม่ต้องสต๊อก ก็ส่งออกได้

img

สัปดาห์ที่ผ่านมา หากใครได้ฟังการ “ดีเบต” ในรายการข่าวของ “นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา” ระหว่าง “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” กับ “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน
         
หนึ่งในประเด็น “สุดฮอต” และสร้าง “กระแส” ในโลกโซเชียลมีเดียต่อมา ก็คือ “สต๊อกข้าวขั้นต่ำ 100 ตัน
         
น.ส.ศิริกัญญา บอกว่า การกำหนดสต๊อกขั้นต่ำ 100 ตัน แม้จะปรับลดลงมาแล้ว ก็ยังเป็น “ภาระ” ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ผู้ทำข้าวพิเศษ และ SME ซึ่งไม่มีเงินทุน ไม่มีคลังสินค้า ไม่มีศักยภาพถือครองข้าวเป็นจำนวนมากเพื่อการส่งออก
         
มาตรการดังกล่าว แทนที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า กลับเป็น “กำแพง” สกัดกั้นรายย่อยไม่ให้เข้าถึงระบบการส่งออก และเสนอให้มีการเปิดกว้าง ลดข้อกำหนดลงอีก เพื่อให้รายเล็กเข้าสู่ระบบส่งออกได้จริง
         
ขณะที่นางศุภจี ตอบกลับว่า ตัวเลขสต๊อก 100 ล้าน ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่มีที่มาที่ไป และได้หารือกับทุกภาคส่วนมาแล้ว ทั้งผู้ส่งออก โรงสี เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ จนได้ข้อสรุป

เดิมเคยกำหนดที่ 500 ตัน ก่อนผ่อนคลายลงมา เพื่อเปิดช่องให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าสู่ระบบส่งออกได้จริง เพราะการส่งออกข้าวระดับประเทศ ไม่ใช่การขายแบบครั้งละเล็กละน้อย แต่เป็นการทำสัญญาการค้าที่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก ตั้งแต่ค่าเอกสาร ค่าดำเนินการ ค่าขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนในกระบวนการทั้งหมด
         
ต้นทุนเหล่านี้ ไม่ได้ลดลงตามปริมาณข้าว ไม่ว่าจะส่งออกมากหรือน้อย หากปริมาณต่ำเกินไป ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้นทันที จนไม่เกิดความคุ้มค่าในทางการค้า         
         
จากการดีเบตที่เกิดขึ้น เป็นการมองกัน “คนละมุม” ไม่มีใครผิด ใครถูก แต่สามารถสร้าง “ดรามา” บนโลกโซเชียลมีเดียได้มากก็แค่นั้น
         
ทั้งนี้ การดีเบตที่เกิดขึ้นในวันนั้น นางศุภจีพลาดไปนิด ที่ไม่อธิบายสิ่งที่ “กระทรวงพาณิชย์” ได้ดำเนินการมาแล้วสำหรับการ “เปิดทาง” ให้ “เกษตรกร-รายย่อย” เป็นผู้ส่งออกข้าว
         


มาตรการที่ว่า ได้มีการปรับเงื่อนไขการสต๊อกข้าวของผู้ส่งออก กรณีเป็นผู้ส่งออกทั่วไป “เกษตรกร” และ “สหกรณ์” ไม่ต้อง “สต๊อกข้าว” และผู้ส่งออกข้าวสาร “บรรจุกล่อง” หรือ “หีบห่อ” ก็ไม่ต้องสต๊อกข้าว ซึ่งมาตรการนี้ ได้มีผล
บังคับใช้” แล้ว
         
ส่วน “ผู้ประกอบการ” ที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไป แบ่งการเก็บสต๊อกตามทุนจดทะเบียน ดังนี้
         
5-10 ล้านบาท ต้องสต๊อกข้าว 100 ตัน
         
10-20 ล้านบาท ต้องสต๊อกข้าว 500 ตัน
         
มากกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป ต้องสต๊อกข้าว 1,000 ตัน
         
ส่วนผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ไม่กำหนดการสต๊อกข้าว
         
มาตรการนี้ ก็บังคับใช้แล้วเช่นเดียวกัน
         
ดังนั้น การกำหนดให้ผู้ส่งออกเก็บสต๊อกข้าวดังกล่าว ไม่ได้สร้างภาระให้กับเกษตรกร สหกรณ์ และรายย่อย ที่ส่งออกข้าว ไม่ว่าจะเป็นข้าวชนิดพิเศษ ข้าวสี ข้าวกล้อง ข้าวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) หรือข้าวลักษณะพิเศษต่าง ๆ หรือกระทั่งข้าวประณีตที่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งผลักดัน
         
ส่วนผู้ส่งออกที่กำหนดให้ต้องเก็บสต๊อกข้าว ก็เป็นผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว และการเก็บสต๊อกข้าว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการทำการค้า และมีความจำเป็น เนื่องจากในการส่งมอบข้าว หากไม่มีสต๊อกข้าว แล้วไม่เกิดการส่งมอบข้าว จะทำให้ภาพลักษณ์ของข้าวไทยเสียหายได้ ซึ่งเป็นตามที่นางศุภจีอธิบายไว้ข้างต้น
         
นอกจากประเด็นเรื่อง “สต๊อกข้าว” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ ยังได้ปรับ “ค่าธรรมเนียม” หนังสืออนุญาตให้ประกอบ “การค้าข้าว” ประเภทผู้ส่งออกทั่วไป และผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุหีบห่อด้วย
         
โดยกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ ไม่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมในการขออนุญาต
         
ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ขออนุญาตเป็นผู้ส่งออกทั่วไป บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ลดค่าธรรมเนียมให้จาก 50,000 บาท เหลือ 10,000 บาท สำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 10-20 ล้านบาท เหลือ 30,000 บาท
         


ส่วนผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ลดค่าธรรมเนียมให้จากเดิม 20,000 บาท เหลือ 10,000 บาท
         
ไม่เพียงแค่นั้น “กรมการค้าต่างประเทศ” ยังได้ดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อ “ลดระยะเวลา” การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว จากเดิมซึ่งใช้เวลาถึง 3 วัน ให้เหลือเพียง 30 นาที โดยสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ DFT SMART–I
         
โดยในปี 2568 มีผู้ส่งออกมาขึ้นทะเบียนรวมทั้งสิ้น จำนวน 47 ราย คิดเป็นกว่า 20% ของผู้ส่งออกข้าวที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดและยังมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
         
จะเห็นได้ว่า จากมาตรการที่ “กระทรวงพาณิชย์” ได้ดำเนินการมาทั้งหมด ไม่มีส่วนไหน ที่จะเป็นการ “กีดกัน” หรือ “สกัดกั้น” ไม่ให้เกษตรกร สหกรณ์ และรายย่อย มี “ภาระ” หรือ “กำแพง” ในการส่งออก มีแต่ช่วย “อำนวยความสะดวก” ให้สามารถเป็นผู้ส่งออกได้ ด้วยการไม่กำหนดให้ต้องเก็บสต๊อก หรือจ่ายค่าธรรมเนียมการขอเป็นผู้ประกอบการค้าข้าว
         
ส่วนผู้ประกอบการ ก็ปรับเงื่อนไขการเก็บสต๊อกให้เหมาะสม ตามขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำการค้าข้าว ซึ่งไม่ได้เพิ่มภาระแต่อย่างใด
         
ประเด็น “ดรามา” ที่เกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็น “สีสัน” ก่อนการเลือกตั้งก็แล้วกัน  
         
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง “เกษตรกร-สหกรณ์-รายย่อย” ไม่เคยได้รับผลกระทบ
         
มีแต่ได้รับ “การสนับสนุน” จากกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นผู้ส่งออกข้าว

ออกไป “สร้างชื่อเสียง” ในเวทีโลก
 
ซีเอ็นเอ

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง