​เอาอยู่! ดูแล “ปาล์ม” เพื่อ “เกษตรกร-ผู้บริโภค”

img

สถานการณ์ “ปาล์มน้ำมัน” ในช่วงเดือนก.พ.2564 ที่ผ่านมา เกือบจะเกิดภาวะวิกฤต หากบริหารผิดพลาด หรือผิดทาง คงเดือดร้อนกันไปหมด        
         
แต่กระทรวงพาณิชย์ยุคนี้ “เอาอยู่”
         
ปัญหาที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดวิกฤตมาจาก       
         
หนึ่ง สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ ลดลงมาเหลือ 1.4 แสนตัน ต่ำกว่าสต๊อกปลอดภัยที่ 2.5 แสนตัน
         
สอง ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ยังไม่ออกสู่ตลาด ทำให้ไม่มีน้ำมันปาล์มดิบเข้าไปเติมสต๊อก ราคาผลปาล์มดิบขยับสูงขึ้น จนทะลุกิโลกรัม (กก.) ละ 7.00-7.50 บาท
         
สาม ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบ เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซลยังคงมีต่อเนื่อง
         
สี่ ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มของผู้บริโภค ยังคงเดิม
         
ผลผลิตที่ขาดช่วง บวกกับความต้องการคงที่ ทำให้ราคาขยับขึ้น ทั้งราคาผลปาล์มดิบ และราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด  
         
ถึงจุดนี้ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ได้สั่งการให้เข้าไปดูแลทันที
         
ขาหนึ่ง สั่งการให้กรมการค้าภายใน ไปเจรจากับโรงงานสกัดน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม และห้างค้าปลีกค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า ให้ช่วยตรึงราคาจำหน่ายให้นานที่สุด
         
“นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน” รับลูกดำเนินการในทันที



ผลที่เกิดขึ้น มีการตรึงราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ขวดละ 49 บาท แต่ก็มีร้านค้าปลีกรายย่อย ร้านเล็กร้านน้อย ที่มีการฉวยโอกาสขายแพง แต่ก็ถูกจัดการทันทีเช่นเดียวกัน

ทำให้ภาพน้ำมันปาล์มขวดมีราคาแพง หายไป  

ทั้งนี้ หากดูกันอย่างแฟร์ๆ ผลจากราคาผลปาล์มดิบที่ กก.ละ 7 บาท หากคิดเป็นน้ำมันปาล์มขวด จะตกขวดละ 55 บาท

แต่ก็สามารถตรึงราคาเอาไว้ได้

ต้องยกความดีความชอบให้โรงงานสกัด โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม หรือห้าง ที่ไม่เอากำไรในช่วงนี้ ทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อน

อีกขาหนึ่ง ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ทิ้ง ก็คือ การดูแลเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีที่สุด

เพราะนานๆ ที เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ราคาดีขนาดนี้ จึงต้องให้เกษตรกรมีกำไร ลืมตาอ้าปากได้

แต่ทันทีที่มีการประเมินว่า “ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะออกสู่ตลาดมาก ตั้งแต่เดือนมี.ค.2564 เป็นต้นไป” ทำให้มีพ่อค้าปาล์มหัวใส ใช้จังหวะนี้ กดราคารับซื้อปาล์มทันที

กดราคากันชนิดที่ว่า จาก 7 บาท ลงมาเหลือ 5 บาท “วันเดียว ลงกิโลละ 2 บาท”

เล่นเอารัฐมนตรีเดือด ประสานด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้หาสาเหตุ หามาตรการดูแลอย่างเร่งด่วน ส่วนจังหวัดที่ผลิตปาล์มจังหวัดอื่นๆ ก็ขอให้ผู้ว่าฯ ไปดำเนินการในลักษณะเดียวกัน



ไม่เพียงแค่นั้น ยังได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตปาล์มเข้าไปดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การตรวจสอบการซื้อขาย
         
หากพบใครทำให้ราคาปั่วป่วน กดราคา ให้เล่นงานตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542
         
โทษหนักสูงสุด ติดคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
         
ผลจากการเข้าไปดูแล ได้ส่งผลให้ราคาผลปาล์มดิบ ขยับขึ้นในทันที จากเดิม กก.ละ 5 บาท เพิ่มขึ้นมาเป็นสูงสุด 6 บาท
         
เป็นราคาที่เกษตรกร “พอใจ” เพราะเข้าใจว่า “เป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาดมาก”
         
อย่างไรก็ตาม อยากจะบอกเกษตรกรไว้ล่วงหน้า “หากผลผลิตออกมามาก คาดว่า ปลายมี.ค.นี้ เป็นต้นไป” ราคาอาจจะขยับลงบ้าง เพราะเป็นเรื่อง “ดีมานด์ ซัปพลาย”
         
แต่สิ่งที่รับประกันได้อย่างหนึ่ง คือ กระทรวงพาณิชย์จับตาอยู่อย่างใกล้ชิด ถ้าพบการ “กดราคา” หรือพบการ “ทำให้ราคาปั่วป่วน” ก็จะเข้าไปจัดการทันที
         
ส่วนผู้บริโภค ก็มีแนวโน้มที่จะได้บริโภคน้ำมันปาล์มขวดในราคาที่ลดลงจากเดิม
         
จะเห็นได้ว่า ในช่วงวิกฤตปาล์มน้ำมันที่เกิดขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปบริหารจัดการแบบทันสถานการณ์ ดูแลทั้ง 2 ขา ขาหนึ่งผู้บริโภค ขาหนึ่งเกษตรกร ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
         
เป็นการบริหารความพึ่งพอใจให้ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้
         
เรียกว่า “เอาอยู่”
 
ซีเอ็นเอ

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง