​“ศุภจี”ลุยแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เร่งตรวจโรงงาน ดูมาตรการนำเข้า ใช้กฎหมายคุม

img

“ศุภจี”ผนึกกำลัง “วราวุธ-สุชาติ” ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์นัดแรก ลั่นไทยต้องไม่ใช่ที่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ วางแผน 3 ระยะสั้น ส่ง 2 ทีมเฉพาะกิจตรวจโรงงาน 3,049 แห่ง เน้น 5 จังหวัดก่อน และตรวจตามที่ประชาชนร้องเรียน ระยะกลาง ตั้งอธิบดีกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ ทบทวนมาตรการนำเข้า-ส่งออก และระยะยาว พิจารณาข้อกฎหมาย
         
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดภายหลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งแรก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้มาช่วยบูรณาการในการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะไม่เป็นแหล่งในการทิ้งขยะ หรือของเสียจากประเทศอื่น ๆ เข้ามา เพื่อดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน
         
ทั้งนี้ ในระยะสั้น จะมีทีมเฉพาะกิจ 2 ทีม โดยทีมแรกนำโดยนายวราวุธ มีจำนวน 50 ทีม จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบโรงงานที่มีอยู่ว่าทำถูกต้องหรือไม่ ทั้งเรื่องใบอนุญาต สินค้าที่มีอยู่ในโรงงาน และทีมของนายสุชาติ ที่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชน และในระยะกลาง ได้แต่งตั้งให้อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานร่วมในการทบทวนเรื่องมาตรการนำเข้าและส่งออกสินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
         


ส่วนในระยะยาว จะมีอีก 1 คณะ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี มาช่วยดูเรื่องกฎหมาย ว่า กฎหมายที่มีอยู่มีความรัดกุม เข้มข้นเพียงพอหรือไม่ ต้องยกระดับมาตรการอะไรเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว
         
“หลังจากนี้ จะเริ่มนับหนึ่ง ทีมเฉพาะกิจ ของ 2 รัฐมนตรี ก็จะลงพื้นที่ เพื่อไปดูปัญหา จัดการปัญหา และทีมระยะกลาง ก็จะมาตรการนำเข้าและส่งออก ส่วนระยะยาว จะยกระดับกฎหมายให้เข้มข้นขึ้น และเมื่อครบ 30 วัน ก็จะไปรายงานนายกรัฐมนตรี โดยในระหว่างนี้ รองโฆษกรัฐบาล ก็จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบเรื่อย ๆ ว่าทำอะไรไปบ้าง”นางศุภจีกล่าว
         
นายวราวุธ กล่าวว่า จะเริ่มต้นคิกออฟลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ โดยในไทยมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้จัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว (กากอุตสาหกรรม) ที่จดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 3,049 แห่ง มีประมาณ 1,500 แห่ง ที่อยู่ใน 5 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สมุทรปราการ ซึ่งจะตรวจสอบโรงงานที่ได้รับการร้องเรียนก่อน น่าจะทำได้วันละ 100 โรง คิดว่า 30 น่าจะตรวจสอบได้ครบ
         


สำหรับการตรวจสอบ ถ้าพบการกระทำความผิด มีโทษถึงขั้นยึดใบอนุญาต และกำลังจะพิจารณาดูในเรื่องกฎหมายว่า จะไม่อนุญาตให้เทรดเดอร์นำเข้าได้หรือไม่ ส่วนการนำเข้าขยะโลหะที่เป็นก้อน เช่น ซากรถยนต์ และมีขยะอิเล็กทรอนิกส์ติดมาด้วย จะอนุญาตให้มีการปนเปื้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปตามมาตรฐานนานาชาติหรือไม่ เพราะหากยอมให้ปนเปื้อน จะกลายเป็นว่าไทยยอมให้นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือเปล่า รวมทั้งจะเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พิจารณาความผิดในเรื่องนี้ เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงิน เพื่อให้สามารถยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิดได้ และดำเนินคดีทางอาญา
         
ส่วนการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากของเสีย ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีบริษัทและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มาหารือร่วมกัน จะช่วยเหลือชดเชยกันอย่างไร ส่วนกองขยะที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ที่วางอยู่ในที่ต่าง ๆ จะใช้งบประมาณกรมโรงงานอุตสาหกรรมนำไปกำจัด ถ้าไม่พอก็ของบรัฐบาลเพิ่ม และต่อไปหากสืบพบใครเป็นเจ้าของ ก็จะเรียกค่าเสียหายต่อไป 

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง