“พาณิชย์”ชี้แจงการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยันการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์ และไม่มีการนำเข้าข้าวโพด GMO ยันดูแลโครงสร้างราคาให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งพื้นที่หลัก พื้นที่ห่างไกล และแปลงเล็ก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และความกังวลเรื่องข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศยังคงอยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขเดิมที่กำหนดไว้ ไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าเกินกว่ากรอบโควตา ส่วนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นเพียงการสร้างทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อาหารสัตว์ และยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่ใช่การเปิดทางให้นำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้นจากเดิม โดยการนำเข้ายังคงอยู่ภายใต้กรอบ WTO และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 1 ส่วน จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน
ทั้งนี้ กรอบการนำเข้าภายใต้ WTO ที่ 1 ล้านตัน สำหรับปี 2569 และเงื่อนไขการรับซื้อในประเทศข้างต้น จะทำให้สามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีรวมกันได้ไม่เกิน 1.7 ล้านตัน โดยไม่มีการเพิ่มปริมาณนำเข้าแต่อย่างใด รวมถึงยังคงการกำหนดช่วงเวลาการนำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย
สำหรับประเด็นความกังวลเกี่ยวกับข้าวโพด GMO จากการตรวจสอบข้อมูลกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย พบว่า MOU ที่ภาคเอกชนไทยลงนามกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ได้ระบุการนำเข้าข้าวโพด GMO แต่อย่างใด แต่เป็นการระบุถึงความร่วมมือในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เท่านั้น แต่หากมีการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ GMO ผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด โดยต้องได้รับใบอนุญาตและใบรับรองที่เกี่ยวข้องตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดพืชจากแหล่งที่กำหนดเป็นสิ่งต้องห้าม ข้อยกเว้น และเงื่อนไข ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2553 และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศและภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การนำเข้าเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ รวมทั้งกำชับให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมที่รัดกุม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและการเพาะปลูกภายในประเทศ

นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่ความชื้น 30% สำหรับพื้นที่ผลิตหลัก 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี ไว้ที่กิโลกรัมละ 7.05 บาท และกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 9.80 บาท โดยปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับสูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนด เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 8.03 บาท ขณะที่ราคาหน้าโรงงานอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 12.85 บาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ทั้งค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านแรงงานได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาทบทวนราคารับซื้อขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง รวมทั้งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลพื้นที่หลักใน 5 จังหวัด ทั้งที่เป็นพื้นที่สูง รวมถึงพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ ๆ มีต้นทุนการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่เป้าหมาย เพราะทราบดีว่ามีเกษตรกรจำนวนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่สูง ซึ่งมีต้นทุนด้านการขนส่งและการรวบรวมผลผลิตสูงกว่าพื้นที่หลัก กระทรวงพาณิชย์จะกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการสนับสนุนการเข้าซื้อผลผลิตและลดภาระต้นทุนของเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 9 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตัน และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.3 ล้านตัน ส่งผลให้ยังมีความจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ของประเทศ โดยวัตถุดิบส่วนที่ขาดไม่ได้มาจากการนำเข้าข้าวโพดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวัตถุดิบทดแทนอื่น เช่น ข้าวสาลี มันเส้น และปลายข้าว ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วัตถุดิบทดแทนภายในประเทศ อาทิ ปลายข้าว มันเส้น และมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน
แต่หลังรัฐบาลประกาศมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตปลอดการเผาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงถึง 49% เนื่องจากมีการตรวจสอบแหล่งผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างเข้มงวด และเมื่อการนำเข้าจากแหล่งเดิมลดลง ผู้ประกอบการอาหารสัตว์จึงจำเป็นต้องหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและป้องกันปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

