​ผลพวงเข้มจดบริษัทนอมินี ดึงยอดตั้งนิติบุคคล 4 เดือน 29,679 ราย ลด 1.56%

img

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยจดตั้งบริษัทใหม่ เดือน เม.ย.69 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% รวม 4 เดือน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ส่วนยอดเลิก 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% รวม 4 เดือน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ชี้เหตุส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดจดบริษัทนอมินี ทำทั้งตั้งใหม่และเลิกลดลง ยันเดินหน้าจัดการนอมินีต่อ ลุยตรวจ 8 หมื่นบริษัทเสี่ยง พบผิดฟันทันที และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ
         
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% ทุนจดทะเบียน 22,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.17% และรวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ทุนจดทะเบียน 81,341 ล้านบาท ลดลง 27.41% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเข้มข้นป้องกันการจดทะเบียนตั้งบริษัทนอมินี ที่ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และเพิ่มมาตรการอีกวันที่ 1 เม.ย.2569 ทำให้ยอดจดบริษัทนอมินีลดลง 75% และกำลังจะเพิ่มมาตรการให้ยืนยันผู้ลงทุน และร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและสถาบันการเงิน ในการตรวจสอบเงินลงทุนว่ามีจริงหรือไม่ ตอนนี้กำลังทำประชาพิจารณ์อยู่ คาดว่า จะออกคำสั่งนายทะเบียนได้ช่วงเดือน ส.ค.2569
         
ส่วนยอดจดเลิกบริษัทเดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% ทุนจดทะเบียน 5,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.21% รวม 4 เดือน มีจำนวน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 26,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.21% ซึ่งจำนวนจดเลิกที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดการจดบริษัทนอมินี ทำให้มีการปิดบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุจากเศรษฐกิจชะลอตัวเพียงอย่างเดียว
         


นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบบริษัทนอมินี โดยปัจจุบันมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยรวม 992,420 ราย ในนี้เป็นบริษัทจำกัดประมาณ 8 แสนบริษัท และมี 1.2 แสนบริษัท ที่มีคนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นไม่เกิน 50% คือ ตั้งแต่ 0.01-49.99% และในนี้ มีประมาณ 8 หมื่นบริษัท ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่กรมจะเข้าไปตรวจสอบ โดยขณะนี้กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น และหากพบความผิดปกติ เป็นนอมินี ก็จะจัดการตามกฎหมายที่กรมดูแล หากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ก็จะส่งต่อให้หน่วยงานพันธมิตรดำเนินการตามกฎหมายที่กำกับดูแลต่อไป
         
“ตอนนี้ กรมได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจเสี่ยงทั้ง 8 หมื่นรายแล้ว โดยเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากสุดก่อน ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก โดยใช้ AI มาตรวจสอบความเชื่อมโยง การทำธุรกิจ การถือหุ้น กรรมการ การส่งงบการเงิน เมื่อเจอก็จัดการตามกฎหมาย หรือส่งต่อให้หน่วยงานจัดการต่อ ทั้งดีเอสไอ ป.ป.ง. การท่องเที่ยว และตำรวจ ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยส่งไปเรื่อย ๆ แล้ว”นายพูนพงษ์กล่าว
         
สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติ ในเดือน เม.ย.2569 มีการอนุญาตให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน และรวม 4 เดือน อนุญาต 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุน 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124%  

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง