กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยจดเครื่องหมายเสียงพุ่ง 494 คำขอ คนไทยมากสุด

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายเสียงในไทย ตั้งแต่ 1 ก.ย.60 ถึงปัจจุบัน มีจำนวน 494 คำขอ เป็นของผู้ประกอบการไทย 88.7% ต่างชาติ 11.3% ได้รับจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมายเสียง ชวนบุคคล ธุรกิจ ยื่นจดทะเบียน นำไปใช้ประโยชน์
         
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2560 ถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของผู้ประกอบการไทย 438 คำขอ คิดเป็น 88.7% และต่างชาติ 56 คำขอ คิดเป็น 11.3% และมีคำขอที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอ 138 คำขอ โดยผู้ประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงสูงสุด 3 อันดับแรก เป็นผู้ประกอบการไทย ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 7 คำขอ รองลงมา คือ บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด ในธุรกิจปุ๋ย 4 คำขอ และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ในธุรกิจกางเกงผ้าอ้อมอนามัย 4 คำขอ

โดยการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ภาคธุรกิจไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้เสียง เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดีเจนุ้ย ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง “เสียงหัวเราะ” อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาต่อกรม ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล 
         


สำหรับเสียงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสื่อสารการตลาดและการสร้างแบรนด์ในโลกยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสียงเปิดแอปพลิเคชัน เสียงโฆษณา เสียงแนะนำตัว หรือวลีสั้น ๆ ที่ทำผู้บริโภคจดจำและสามารถเชื่อมโยงไปถึงสินค้าและบริการต่างๆ ได้ทันที การจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ และเสริมความน่าเชื่อถือทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดมีความเข้มข้นมากขึ้น
         
นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (USPTO) จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it's Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง “Hey, it's Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

“ด้วยแนวโน้มของการใช้เครื่องหมายเสียง เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้รอบด้าน คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่อาจส่งผลให้นักสร้างสรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ โดยใช้ประโยชน์จากการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายเสียง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างการจดจำ และเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ ตลอดจนเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด”นางอรมนกล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของไทย กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ปรับปรุง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2559 เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้า หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานของสินค้านั้น จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายเสียงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง