กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (VAT) และสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย (TVA) เพื่อวางแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อช่วยเหลือให้ SME และ Startup เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับ ดร.กิตติพงศ์ ผลประยูร เลขาธิการสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (VAT) และผู้แทนสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย (TVA) เพื่อผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นสินทรัพย์ที่สามารถเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เข้าถึงกลไกทางการเงินได้จริง ทั้งในมิติของการระดมทุนและการเป็นหลักประกันทางการเงิน เพราะปัจจุบันการนำ IP มาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจในไทยยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เนื่องจากกลไกทางการเงินยังคงยึดโยงกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้เป็นหลัก
โดยผลการหารือ ผู้แทนสมาคมผู้ประเมินทั้ง 2 แห่ง ได้สะท้อนมุมมองว่า ที่ผ่านมา การประเมิน IP เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงินในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและเป็นที่ยอมรับในตลาดทุนแล้ว แต่สำหรับการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SME หรือ Startup ที่เป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานสร้างสรรค์ ยังมีอุปสรรคเรื่องการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน รวมถึงผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ในการจัดเตรียมข้อมูลและแผนธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการประเมินมูลค่าที่ชัดเจน ทางสมาคมจึงเสนอให้มีการสร้างมาตรฐานกลาง (Guidance) ในการประเมินมูลค่า IP และพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตลอดจนเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพการประเมินค่าทรัพย์สิน เพื่อยกระดับมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประเมินให้เป็นที่ยอมรับ และสอดคล้องกับหลักการสากล

นอกจากนี้ กรมจะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) สมาคมประเมินมูลค่า ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษาและวิจัย และสถาบันการเงิน เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้าน IP และการประเมินมูลค่า IP แก่ผู้เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand โดยวางโครงสร้าง 6 เสาหลัก เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงิน (IP Finance Ecosystem) ที่สมบูรณ์
โดยโครงการ 6 เสาหลัก ได้แก่ 1.การส่งเสริมการพัฒนาและยกรับดับผลงาน IP (IP Asset) 2.การประเมินวิเคราะห์ IP เชิงธุรกิจ (IP Valuation) 3.การให้สินเชื่อหรือเครื่องมือทางการเงินอื่น (Financial Fund) 4.การสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเงิน (Government Support) 5.การพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (Legal Framework) และ 6.การถ่ายทอดสิทธิ IP และการหาตลาดรองรับ (IP Market) เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาระบบ IP Finance ของประเทศให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ
“กรมได้เร่งระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าวางรากฐานการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) ที่สามารถแก้ไขจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Asset) และการขาดตลาดรอง (Secondary Market) สำหรับการซื้อขาย IP หากเกิดหนี้เสีย โดยคาดหวังว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นนับจากนี้ คือ การใช้ประโยชน์จาก IP อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์เท่านั้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับนักวิจัยและผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง”นางอรมนกล่าว

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

