สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ต.ค.69 อยู่ที่ระดับ 46.5 ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น เหตุคนกังวลภาระค่าใช้จ่าย หนี้สิน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และการเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย โดยมีไทยช่วยไทย พลัส และการส่งออก ที่เป็นปัจจัยหนุน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,585 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ต.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 36.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.3 ในเดือนก่อนหน้า ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 53.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 55.3 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น
ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน มาจากความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคฟื้นตัวอย่างจำกัด ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก และส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้า และการค้าระหว่างประเทศ และสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและรายได้ของประชาชน รวมทั้งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูความเสียหาย

ส่วนปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตามการเติบโตของการลงทุน ด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เร่งตัวต่อเนื่อง รวมทั้งสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการยังขยายตัวได้ดี
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าดัชนีสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่อีก 4 ภาค มีค่าอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 45.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 44.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 47.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.0 ในเดือนก่อนหน้า และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 47.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 48.0 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า อาชีพพนักงานของรัฐ มีค่าดัชนีสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่อีก 6 กลุ่มอาชีพ มีค่าอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.0 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ราคาสินค้าเกษตร และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 47.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 44.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 46.7 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนพนักงานของรัฐ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 51.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.5 ในเดือนก่อนหน้า และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 50.4 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และเศรษฐกิจโลก เมื่อพิจารณาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 36.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 41.8 ในเดือนก่อนหน้า

นายนันทพงษ์กล่าวว่า การปรับลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภค สะท้อนว่าประชาชนมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ความสามารถในการใช้จ่าย ประกอบกับผลกระทบจากอุทกภัย อาจทำให้ครัวเรือนเผชิญแรงกดดันทั้งจากรายได้ที่ลดลงและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตทางการเกษตร บ้านเรือน และทรัพย์สิน รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้หรือกิจการค้าหยุดชะงัก ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อและทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้า แม้มาตรการภาครัฐและการส่งออกที่ขยายตัวจะช่วยบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ความเชื่อมั่นที่ลดลงสะท้อนว่าแรงกดดันยังคงมีอยู่ แต่ความเชื่อมั่นในอนาคตที่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น บ่งชี้ว่าประชาชนยังมีความหวังต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จึงควรติดตามการฟื้นฟูรายได้และการประกอบอาชีพภายหลังอุทกภัย ผลของมาตรการภาครัฐต่อภาระค่าครองชีพ ตลอดจนสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อประเมินทิศทางกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคในระยะต่อไป
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

