“ศุภจี”ตอบกระทู้ สว. เรื่องความคืบหน้าตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี เผยโครงการนี้ ครม.ให้ทำมาตั้งแต่ปี 48 รื้อโครงการใหม่ปี 61 แต่มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ไปต่อไม่ได้ ปรับใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” สร้างตลาดล่วงหน้า และส่งเสริมการแปรรูปแทน ทำให้ไทยส่งออกผลไม้ฉลุย ยอด 7 เดือนปี 69 ทะลุ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปี 2568 แล้ว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการชี้แจงกระทู้ถามของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา เรื่องความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าผลักดันการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ แต่ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยมุ่งใช้ตลาดนำผลิต เพิ่มการแปรรูปและสร้างตลาดล่วงหน้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร
สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2548 โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้จังหวัดจันทบุรีเป็นที่ตั้งตลาดกลางภาคตะวันออก และมีการสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงการ แต่ต่อมาพบข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ ทำเลที่ตั้ง และข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เห็นว่าภาครัฐควรเน้นบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนควรเข้ามามีบทบาทในการลงทุนและบริหารจัดการ จึงมีการชะลอโครงการในเวลาต่อมา

ต่อมาในปี 2561 มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้ง และเสนอของบประมาณประมาณ 940 ล้านบาท แต่พบข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นว่าโครงการไม่เข้าข่ายโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 จึงไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้
นางศุภจีกล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการ และตลาด หากนำโครงการรูปแบบเดิมกลับมาเสนอ ก็อาจติดข้อจำกัดเดิม เราจึงต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานเชิงรุกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน การทำตลาดล่วงหน้า และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยประสานงานเส้นทางผ่านเวียดนามไปจีน และเปิดช่องทางพิเศษเพิ่มเติม 40 ช่องทาง เพื่อให้การส่งออกผลไม้ไม่ติดขัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การส่งออกทุเรียนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ยังได้ปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดผลผลิตล้นตลาด มาเป็นการตลาดนำผลิต โดยให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและทูตพาณิชย์เร่งศึกษาความต้องการของตลาดแต่ละประเทศล่วงหน้า ทั้งสายพันธุ์ ขนาด คุณภาพ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อวางแผนการผลิตและการตลาดสำหรับฤดูกาลถัดไป พร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป อย่างทุเรียน ได้นำคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ลงพื้นที่แหล่งผลิตทั้งจังหวัดจันทบุรีและภาคใต้ เพื่อทำความรู้จักทุเรียนไทยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งทุเรียนพรีเมียมและทุเรียน GI โดยเน้นคุณภาพ รสชาติ และลักษณะของเนื้อทุเรียน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขนาดเพียงอย่างเดียว รวมทั้งมีแผนเร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ ซึ่งปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกผลสดเป็นหลัก เพื่อรองรับผลผลิตที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์พร้อมรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยจะเร่งดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ทันที ทั้งการสร้างตลาดล่วงหน้า การศึกษาความต้องการของตลาด การเปิดตลาดใหม่ และการเพิ่มการแปรรูป เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้ของไทยมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรต่อไป
ปัจจุบันการส่งออกผลไม้ไทยขยายตัวอย่างมาก จากประมาณ 150,000 ตันในปี 2548 เป็นกว่า 1 ล้านตันในปี 2568 ขณะที่มูลค่าการส่งออกผลไม้เพิ่มจากประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็น 143,000 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าประมาณ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนถึงศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

