“ศุภจี”เผยผลการหารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เห็นพ้องเดินหน้า Co-creation หรือการร่วมสร้าง เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ร่วมมือกันผลิตสินค้า บริการ เปิดธุรกิจใหม่ ทำตลาดประเทศที่สาม นำร่องกำหนดสาขาอุตสาหกรรมที่จะร่วมกันภายใน 45 วัน ก่อนเดินหน้าความร่วมมือ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ “คู่ค้า” สู่ “Co-creation” หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วม
“ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน อีกทั้งในปัจจุบัน การค้าระหว่างไทยกับอินเดียยังไม่สมดุล ไทยเป็นฝ่ายเกินดุล หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น”นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับแนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย จะไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม เพราะไทยไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
โดยสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท–รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศ มีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน
“หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ ๆ สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนดสาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป”นางศุภจีกล่าว

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

