​“พาณิชย์”เผยใช้ FTA ส่งออกครึ่งปี เพิ่ม 7.33% อาเซียนแชมป์ ทุเรียนใช้สิทธิ์สูงสุด

img

กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายในความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 6 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.33% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าทุเรียนสดใช้สิทธิ์สูงสุด ยันเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการใช้ FTA เป็นใบเบิกทางเปิดตลาดต่อ ล่าสุดนำ SME ใช้ EFTA ขายสินค้าสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ รับการบังคับใช้ ม.ค.70  

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 6 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย 5 อันดับการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 67.50% รองลงมา ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 94.50% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 78.73% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 85.86% และความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.03%

สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ



ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 4.เครื่องทอง เครื่องเงิน
และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
         
นางอารดากล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
         
โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือน ส.ค.2569 กรมได้นำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570 โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง