สนค.หนุนยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตสู่สีเขียว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง

img

สนค.เผยการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ และทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ชี้กลุ่มการผลิตที่มีโอกาสปรับตัวสู่การผลิตสีเขียว ระบบทำความเย็น พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลาสติกชีวภาพ
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง (Advanced Green Manufacturing) โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่จะเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
         
โดยในปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่ผันผวน นอกจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียว จะเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีแนวโน้มเติบโตและมีอิทธิพลต่อการค้าโลกมากขึ้น เห็นได้จากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมาเป็นมาตรฐานและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures : NTMs) เพิ่มมากขึ้น
         


ทั้งนี้ ในส่วนของไทย กลุ่มสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพและสามารถปรับไปสู่การผลิตสีเขียว เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มด้านความยั่งยืนได้ ได้แก่ สินค้ากลุ่มระบบทำความเย็น ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศ เป็นอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 28% ของมูลค่าการค้าโลกในสินค้าดังกล่าว คอมเพรสเซอร์ ส่วนแบ่ง 1.96% เครื่องยนต์และมอเตอร์อื่น ๆ ส่วนแบ่ง 6.62% กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ มีความเชี่ยวชาญสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง โดยชิ้นส่วนอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ มีส่วนแบ่งตลาด 1.70% เลนส์ ปริซึม กระจกเงา และวัตถุเชิงทัศนศาสตร์ ส่วนแบ่ง 3.33% โดยสินค้า 2 กลุ่มนี้ การผลิตดั้งเดิมมีความพร้อมสูง การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตสีเขียวไม่ใช่การนับหนึ่งใหม่ สามารถทำได้ทันที เช่น การเร่งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบทำความเย็นที่ใช้สารทดแทนคาร์บอนต่ำ หรือการยกระดับชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพการรับและหักเหพลังงานที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มประเทศคู่ค้าที่มีกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเข้มงวดได้มากขึ้น
         
นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยแม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า แต่จุดแข็งและข้อเปรียบเทียบที่สำคัญของไทย คือ การเป็นฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่แข็งแกร่งและครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ซึ่งชิ้นส่วนเกินกว่าครึ่ง เช่น ตัวถัง ระบบเบรก และระบบช่วงล่าง สามารถนำมาประยุกต์เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้ ยุทธศาสตร์สำหรับกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่การละทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่คือการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเดิมเป็นแรงส่งในการพัฒนาต่อยอด ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเติมเต็มส่วนที่ไทยยังขาด เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าโลก
         
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า กลุ่มพลาสติกชีวภาพและเคมีภัณฑ์สิ่งแวดล้อม ที่ไทยมีแต้มต่อจากความพร้อมของพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ผสานกับฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดั้งเดิม และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในช่วงที่ผ่านมา หากมีการส่งเสริมและต่อยอด จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ
         
“การก้าวสู่ Advanced Green Manufacturing ไม่ใช่ทางเลือก เพื่อภาพลักษณ์ทางการค้าอีกต่อไป แต่คือทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ช่องว่างระหว่างดัชนี GCI และ GCP ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทุนทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยกุญแจสำคัญ คือ การขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันอย่างตรงจุดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าสีเขียวให้สอดคล้องกับสากล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและการปรับตัว เพื่อเปลี่ยนศักยภาพแฝงให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลกในอนาคต”นายนันทพงษ์กล่าว

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง