​อินโดนีเซียเข้มมาตรฐานฮาลาลเต็มขั้น บังคับใช้ 17 ต.ค.69 แนะผู้ส่งออกทำตามกฎ

img

สนค.เผยอินโดนีเซียยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 17 ต.ค.69 เป็นต้นไป หลังผ่อนผันมา 2 ปี ชี้กำหนดสินค้าขั้นปฐม ผักผลไม้สด ยังได้รับยกเว้น แต่อาหารทะเล อาหารแปรรูป ที่มีการปรุงแต่ง ต้องขอรับรองฮาลาล แนะผู้ส่งออกไทยปฏิบัติตามกฎ สร้างแต้มต่อทางการค้า  
         
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้ยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No. 33/2014) และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.2569 หลังจากผ่อนผันมาเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว สินค้าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่จำหน่ายในอินโดนีเซียจะต้องได้รับการรับรองฮาลาล
         
โดยภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศและแนวปฏิบัติเพื่อจำแนกกลุ่มสินค้าที่ต้องมีใบรับรองฮาลาล และกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น (Halal Positive List) ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิ อาหารทะเล และสินค้าอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย สาระสำคัญ คือ สินค้าที่ผ่านการแปรรูปและมีส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนหลายชนิดจะต้องได้ใบรับรองฮาลาลจากอินโดนีเซียหรือหน่วยงานรับรองฮาลาลต่างประเทศที่ BPJPH ให้การรับรองก่อนการนำเข้าประเทศ ขณะที่สินค้าเกษตรบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น จะต้องเป็นสินค้าที่เป็นฮาลาลโดยธรรมชาติ ปราศจากการเติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนใด ๆ ในกระบวนการแปรสภาพ พร้อมทั้งต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อรับรองความโปร่งใสของกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานว่าไม่มีการปนเปื้อนสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม
         


นอกจากนี้ อินโดนีเซียจัดให้อาหารทะเลที่แปรรูปหรือปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรุงรส เติมซอส เครื่องเทศ หรือน้ำมัน รวมถึงผลไม้อบแห้ง ที่มีการเติมส่วนผสมหรือเคลือบสารต่าง ๆ เป็นสินค้าที่ต้องผ่านการขอรับรองฮาลาลอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List ได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเติมสารหรือผ่านกระบวนการแปรรูป ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเข้าข่าย เช่น ผลไม้แช่แข็งที่มีการเติมส่วนผสมเพิ่มเติม ลำไยอบแห้ง หรือผลไม้สดที่มีการเคลือบแวกซ์หรือขี้ผึ้งเพื่อรักษาความสด จะถูกตีความว่าผ่านกระบวนการและมีสารเติมแต่ง ซึ่งต้องขอใบรับรองฮาลาล รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ก็ต้องได้รับการรับรองฮาลาลเช่นกัน
         
นอกจากการยกระดับมาตรฐานสินค้า อินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายมาตรการด้านฮาลาลครอบคลุมถึงระดับระบบโลจิสติกส์ฮาลาล โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการขนส่ง การจัดเก็บ และการจัดการสินค้าในคลังสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลจะไม่ปนเปื้อนกับสินค้าฮะรอม ดังนั้น ผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหาร จะต้องเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งด้านการแยกพื้นที่จัดเก็บ การจัดการห่วงโซ่ความเย็น การติดฉลากระบุสถานะฮาลาลของสินค้า และการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับในระดับห่วงโซ่อุปทาน

นายนันทพงษ์กล่าวว่า มาตรการของอินโดนีเซียจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในระดับที่แตกต่างกันไปตามประเภทสินค้า โดยสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิที่ไม่ผ่านการแปรรูปอย่างแท้จริง อาทิ ผักและผลไม้สดที่ไม่เคลือบผิว จะยังได้รับสิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List จึงได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการรับรองที่น้อยกว่า แต่ยังคงจำเป็นต้องจัดระบบการผลิตและเอกสารประกอบเพื่อแสดงความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่กลุ่มอาหารทะเล ผลไม้อบแห้ง ผลไม้เคลือบแวกซ์ อาหารพร้อมทาน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มฟังก์ชัน อาหารสุขภาพ และสินค้าเกษตรแปรรูปที่เติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปน เป็นกลุ่มที่ต้องบริหารต้นทุนและขั้นตอนด้านฮาลาลอย่างรอบคอบ ตั้งแต่ต้นทางโรงงานจนถึงปลายทางในตลาดอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้บริการจากหน่วยงานรับรองฮาลาลในไทยที่ได้รับการรับรองจาก BPJPH เพื่อขอใบรับรองฮาลาลสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปอินโดนีเซีย
         


“ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดต้นทุนการผลิต แต่ขยับไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน ระบบการรับรอง และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ผู้ประกอบการต้องศึกษากฎระเบียบของประเทศคู่ค้าประกอบการวางแผนการส่งออก ตลอดจนประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้า ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอาหารมูลค่าเพิ่มและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารในระดับสากล เพราะมาตรการฮาลาลที่เข้มข้นขึ้นของอินโดนีเซีย จะเร่งให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารไทย ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ หากสามารถปรับตัวรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้าอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่ง ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและตลาดมุสลิมโลกในระยะต่อไป”นายนันทพงษ์กล่าว
         
ปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ในปี 2568 การส่งออกจากไทยไปอินโดนีเซียมีมูลค่า 9,336.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (306,529 ล้านบาท) หากพิจารณาเฉพาะสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พบว่า ไทยส่งออกสูงถึง 1,415.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (46,867 ล้านบาท) โดยสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออก อาทิ น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง และแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่ม  

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง