“ศุภจี”ถกผู้ส่งออกข้าว ติดตามการค้า ร่วมมือทำตลาด ดันยอดปีนี้เข้าเป้า 7 ล้านตัน

img

“ศุภจี”หารือสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ติดตามสถานการณ์การค้า และร่วมมือทำแผนผลักดันการส่งออกข้าวไทยปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน เผยสั่งการกรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งผลักดันการส่งออกข้าวในตลาดศักยภาพให้ได้เพิ่มขึ้น ขอโฟกัสภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ชี้แม้ตะวันออกกลางทำตลาดอิรักวูบ แต่ผลจากความตึงเครียด ภาวะเอลนีโญ ทำความต้องการซื้อข้าวไทยเพิ่ม ระบุมีแผนลุยขายข้าวอีกหลายตลาด
         
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายก และคณะผู้แทนสมาคมฯ ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์การค้าและตลาดข้าว และแนวทางผลักดันการส่งออกข้าวไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน และใช้กลไกการส่งออกเป็นแรงผลักดันสร้างคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย
         
โดยปีนี้ ตลาดข้าวโลกมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าโลก แต่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกในการผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดศักยภาพ พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับข้าวไทยในตลาดสำคัญทั่วโลก
         
ทั้งนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว โดยในเร็ว ๆ นี้ จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกาเพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยแล้ว
         


ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ
         
อย่างไรก็ตาม แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ กลับทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา
         
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก
         
ส่วนตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทย แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจนทำให้การส่งมอบสินค้าชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ขณะที่หลายประเทศได้เข้ามาซื้อข้าวไทยเพื่อชดเชยความต้องการในตลาดโลก ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น
         


นอกจากนี้ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวภายในโควตาไปยังตลาดยุโรปได้เพิ่มขึ้น สมาคมฯ ขอเสนอให้เจรจาสัดส่วนโควตาการส่งออกต้นข้าวให้มากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต้นข้าวไปตลาดยุโรปมากกว่าปลายข้าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือกับฝ่ายยุโรปต่อไป
         
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมจะเร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและนางศุภจี ในการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย และพร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยกรมจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน มีแผนนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดไปพบผู้นำเข้าของสาธารณรัฐเกาหลี วันที่ 7–10 มิ.ย.2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือน ส.ค.2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือน ก.ค.2569
         
ช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% แต่ยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพข้าวไทยและศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง