สนค.ประเมินสถานการณ์การค้าน้ำตาลทรายไทย พบความท้าทาย ทั้งผลผลิตอ้อยและน้ำตาลของผู้ผลิตรายใหญ่เพิ่มขึ้น อินโดนีเซียที่เป็นตลาดหลัก ลดนำเข้า แนะขยายตลาดส่งออกไปยังเอเชียตะวันออก เอเชียกลาง และยกระดับอ้อยให้เป็นมากกว่าน้ำตาล ทั้งการเชื้อเพลิง ผลิตไฟฟ้า พลาสติกชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การค้าสินค้าน้ำตาล พบสัญญาณความท้าทายเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มปริมาณผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทั้งในประเทศและจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่สูงขึ้น ทั้งบราซิลและอินเดีย และนโยบายพึ่งพาตนเองของประเทศคู่ค้าหลักอย่างอินโดนีเซีย ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำตาลทรายของไทย ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ควรเตรียมแผนรับมือด้านการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเร่งขยายและผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยสู่การแปรรูปมูลค่าสูง โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่การผลิตพลังงานชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่น ๆ
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกน้ำตาลปริมาณ 5.5 ล้านตัน มูลค่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.3% โดยส่งออกไปอินโดนีเซียมากสุด 715 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 42.5% สัดส่วน 27% ของการส่งออกรวม รอลงมา คือ กัมพูชา 397 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 14.1% เกาหลีใต้ 263 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 10.9% และฟิลิปปินส์ 216 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 76.8% แต่ถ้าอินโดนีเซีย ไม่นำเข้าตามนโยบายเพิ่มผลผลิต และลดนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 จะกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของไทยทันที แต่เบื้องต้น แม้อินโดนีเซียจะห้ามนำเข้า แต่ก็เปิดช่องให้สามารถยื่นขออนุญาตนำเข้าได้ เพราะผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ไทยจึงยังมีโอกาสในการส่งออกอยู่

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรับมือกับสถานการณ์ส่งออกที่อาจจะมีความผันผวน ไทยควรมุ่งขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางที่ยังมีกำลังซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ โดยต้องเน้นการควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้า รวมทั้งต้องต่อยอดพัฒนาสินค้าให้อ้อยเป็นมากกว่าน้ำตาล โดยเร่งพัฒนาและยกระดับสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Economy) สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ด้วยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม อาทิ การนำน้ำตาลไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะความต้องการในภาคการขนส่งที่ยังคงขยายตัว การนำกากอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า นอกจากจะช่วยลดต้นทุนโรงงานแล้ว ยังสอดคล้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น ๆ ส่งเสริมการผลิตพลาสติกชีวภาพ และบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย ซึ่งมีราคาสูงกว่าน้ำตาลหลายเท่าตัว
“สถานการณ์การผลิตและการค้าโลก ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่อาศัยสภาพภูมิอากาศและฤดูกาล ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ด้านราคา รวมถึงนโยบายของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด จะทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถวางแผนเพื่อการปรับตัวทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงผันผวนของนโยบายและปัจจัยอื่น ๆ ในตลาดโลก”นายนันทพงษ์กล่าว

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

