​ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา 3 เดือน ปี 69 จำนวน 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39%

img

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ช่วง 3 เดือน ปี 69 ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39% ส่วนลิขสิทธิ์ มียื่นจดแจ้ง 4,117 รายการ เพิ่มขึ้น 7.86% ระบุเป็นผลจากการตื่นตัวของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยสืบค้น และเพิ่มบริการ Fast Track ทำให้มีการยื่นจดมากขึ้นและเร็วขึ้น
         
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 17,652 คำขอ และมีการรับจดทะเบียนรวม 15,323 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 10.23% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีการรับจดทะเบียน 13,901 ฉบับ/รายการ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยในช่วง 3 เดือนปี 2569 มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 4,117 รายการ เพิ่มขึ้น 7.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 3,817 รายการ
         
สำหรับรายละเอียดคำขอจด แจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 ได้แก่ 1.​เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 13,743 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 12,921 คำขอ โดยกลุ่มสินค้า บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 1,917 คำขอ ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง สะท้อนธุรกิจการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโต และการส่งเสริมบริการ Fast Track ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรม 2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,788 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 1,634 คำขอ สะท้อนเทรนด์การค้าที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,567 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,082 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 54% และต่างชาติ 46% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท เยติ คูลเลอร์, แอลแอลซี ในธุรกิจแก้วน้ำ กระติก และกล่องอุปกรณ์เก็บอุณหภูมิจากสหรัฐฯ 52 คำขอ 2.บริษัท มาสเตอร์ อโกรเทค จำกัด ในธุรกิจอาหารเสริมพืชและปุ๋ยของไทย 48 คำขอ 3.บริษัท ป๊อป มาร์ท (สิงคโปร์) โฮลดิ้ง พีทีอี.แอลทีดี 47 คำขอ ในธุรกิจอาร์ตทอยจากสิงคโปร์ 4.บริษัท ยูนีซัน จำกัด ในธุรกิจด้านเภสัชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ของไทย 46 คำขอ และ 5.บริษัท คอสมี่ จำกัด ในธุรกิจอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ของไทย 39 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 11,350 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 2.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 11,051 เครื่องหมาย
         
2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 2,260 คำขอ เพิ่มขึ้น 5.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 2,148 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 262 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ–ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 190 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 90 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน พุ่งขึ้นมาติดอันดับ Top5 เป็นครั้งแรกที่ 52 คำขอ และ 5.เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 49 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐฯ 92 คำขอ 2.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 79 คำขอ 3.บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 43 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 32 คำขอ 5.บริษัท เดอะ เคมัวร์ส คอมปะนี เอฟซี, แอลแอลซี จากสหรัฐอเมริกา และบริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 24 คำขอเท่ากัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,384 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,179 ฉบับ
         


3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 1,274 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,177 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 144 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 57 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.อุปกรณ์ทางการแพทย์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 4 โดยมี 53 คำขอ 4.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 48 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 30 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 97% และต่างชาติ 3% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 44 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 38 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 32 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 25 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 678 ฉบับ เพิ่มขึ้น 41.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 478 ฉบับ
         
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 1,503 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,406 คำขอ โดยแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า ขยับขึ้นมาจากอันดับ 2 โดยมี 159 คำขอ 2.บรรจุภัณฑ์ 148 คำขอ 3.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขยับขึ้นมาจากอันดับ 4 โดยมี 118 คำขอ 4.เครื่องประดับ 110 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 105 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 60% และต่างชาติ 40% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท บีอีจีเอ กันเทนบริงค์-ลอยช์เทน เคจี ในธุรกิจอุปกรณ์ให้แสงสว่างจากเยอรมนี พุ่งขึ้นมาติดอันดับ 1 ที่ 49 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 42 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 31 คำขอ 4.บริษัท เอส วินเทค ฟาซาด ดีไซน์ จำกัด ของไทย และบริษัท ฮอนดา มอเตอร์ โก. แอลทีดี. จากญี่ปุ่น 24 คำขอเท่ากัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,911 ฉบับ เพิ่มขึ้น 60.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,193 ฉบับ
         
5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 4,117 ผลงาน เพิ่มขึ้น 7.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 3,817 ผลงาน โดยผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1,743 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 1,221 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 858 ผลงาน 4.โสตทัศนวัสดุ 211 ผลงาน และ 5.งานอื่นใด เช่น งานทอผ้า งานเย็บปักถักร้อย 38 ผลงาน โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยมหิดล 117 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยทักษิณ 110 ผลงาน 3.บริษัท ยอวานี จำกัด ของไทย 61 ผลงาน 4.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 59 ผลงาน และ 5.นายศุภวุฒิ สูงสว่าง 49 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
ที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น
         
“จากสถิติในช่วง 3 เดือนของปี 2569 จะเห็นได้ว่าจำนวนคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจการค้ายุคปัจจุบันที่ทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน สถิติการรับจดทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเภททรัพย์สินทางปัญญา ยังสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมที่สามารถเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอให้มีความรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การส่งเสริมบริการ Fast Track เป็นช่องทางพิเศษสำหรับการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบคำขออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ ได้รับสิทธิความคุ้มครองรวดเร็วขึ้น และนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างทันท่วงที”นางอรมนกล่าว
         
อย่างไรก็ตาม กรมมีแผนเดินหน้ายกระดับบริการด้านการจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งพัฒนากฎหมายและกระบวนการพิจารณาคำขอให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับบริบททางการค้า ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการเข้าถึงสิทธิของผู้ประกอบการ สนองต่อนโยบาย 10+ ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย “SMEs Plus” ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย และนโยบาย “Trade Plus” ที่มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมไทยสู่เวทีการค้าโลก โดยการยกระดับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในเชิงพาณิชย์ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง