กรมการค้าต่างประเทศร่วมประชุมกับ สปป.ลาว ถ่ายทอดแนวทางการดำเนินงานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการใช้มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมรับมือ พ.ร.บ.การบริหารจัดการอากาศสะอาดและกฎหมายลูกที่จะมีผลบังคับใช้
นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP ปลอดการเผา) และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (The Implementing of Good Agricultural Practice (GAP Zero Burning) and Traceability System) ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส พ.ศ.2567-2573 ณ แขวงหลวงพระบาง จัดโดยความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมมลพิษแห่งราชอาณาจักรไทย และกรมสิ่งแวดล้อมของ สปป.ลาว ผ่านการสนับสนุนของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของประเทศไทยในการป้องกันและแก้ไขเกี่ยวกับปัญหา PM 2.5 รวมถึงกฎระเบียบทางด้านการเกษตร ข้อกำหนดด้านการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติที่ไม่เผาตามหลักแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มุ่งเน้นการสร้างระบบการค้าที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการพัฒนากลไกการรับรองสินค้าเกษตรปลอดการเผา และการจัดทำระบบข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส
โดยกรมได้ใช้โอกาสนี้ในการถ่ายทอดแนวทางการดำเนินมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาของประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางในการขับเคลื่อนของฝ่ายลาวที่เป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของไทย ให้สามารถดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนดในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เพิ่มความเชื่อมั่นต่อสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก สปป.ลาว ในตลาดไทย

นายดวงอาทิตย์กล่าวว่า มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เป็นการริเริ่มใช้เครื่องมือทางการค้าของไทย เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันข้ามพรมแดน และส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “นโยบายการค้าและนโยบายสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการไปด้วยกันได้”
ทั้งนี้ ไทยยังได้ขอความร่วมมือให้ สปป.ลาว เร่งดำเนินการแต่งตั้งหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจ (Competent Authority: CA) เพื่อทำหน้าที่ออกหนังสือรับรองว่าสินค้าที่ส่งออกมาจากการทำเกษตรแบบปลอดการเผาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการรองรับมาตรการนำเข้าในระยะต่อไป และช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า เนื่องจากเมื่อ พ.ร.บ.การบริหารจัดการอากาศสะอาดและกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้แล้ว มาตรการจะเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ โดยผู้นำเข้าจะไม่สามารถรับรองตนเองได้ แต่จะต้องยื่นเอกสารการรับรองที่ออกให้โดยหน่วยงาน CA ของประเทศผู้ส่งออก หรือที่ออกโดยหน่วยงานที่ CA ของประเทศผู้ส่งออกให้การรับรองเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้ สปป.ลาว เตรียมข้อมูลภาคการผลิต โดยเฉพาะข้อมูลแหล่งเพาะปลูกและระบบการจัดเก็บข้อมูลของเกษตรกร เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าและสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน โดยหาก สปป.ลาว มีความประสงค์จะขอความช่วยเหลืออื่นหรือความร่วมมืออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา ฝ่ายไทยก็พร้อมให้การช่วยเหลือสนับสนุน
“ความร่วมมือกับ สปป.ลาว ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับการค้าสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นต้นแบบของการบูรณาการนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป”นายดวงอาทิตย์กล่าว

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

