ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.พ.69 ไม่รวมทองคำ มูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังเจอปัญหาหลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เฉพาะทองคำยังแรง มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% จากการส่งออกไปขาย หลังราคาขยับขึ้นต่อเนื่อง คาดแนวโน้มส่งออกยังเจอปัจจัยเสี่ยงอีกมาก บาทผันผวน แนะผู้ประกอบการบริหารต้นทุน วัตถุดิบ นำเทคโนโลยีมาใช้
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 1,624.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 29.32% กลับมาลดลงอีกครั้ง หลังจากเพิ่มบวกเมื่อเดือน ม.ค.2569 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,727.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 15.59% รวม 2 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 3,432.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 14.88% รวมทองคำมูลค่า 7,293.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.92%
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22% จากการส่งออกไปขายตามราคาทองในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่าน ภาษีใหม่สหรัฐฯ ที่ใช้มาตรา 122 เรียกเก็บ 10% และกองทุน SPDR Gold ยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน และรวม 2 เดือน ส่งออกทองคำ 3,861.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.76%

ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 26.80% เยอรมนี เพิ่ม 25.47% อิตาลี เพิ่ม 38.73% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 189.27% ญี่ปุ่น เพิ่ม 85.07% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 14.45% เบลเยียม เพิ่ม 14.31% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 138.85% ส่วนอินเดีย ลด 39.50% สหรัฐฯ ลด 26.57% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 206,370.439% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 24.15% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 29.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 362.26% พลอยก้อน เพิ่ม 99.87% โลหะเงิน เพิ่ม 752.09% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 3.23% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 3.85% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 17.11% เพชรก้อน ลด 6.05% เพชรเจียระไน ลด 3.86%
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ไป ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลก เพราะยังเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หลายประเทศเร่งปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับความเสี่ยงระยะยาว ร่วมกับปัญหาความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง ร่วมกับภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันอย่างรุนแรง จากสงครามในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ ทำให้ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งไทยยังมีเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาท ที่เป็นตัวกดดัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งกำลังซื้อของคู่ค้าลดลง และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งสร้าง ภูมิคุ้มกันห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี และระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ปราศจากข้อขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลาย เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

