กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่พบปะวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร SME และประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และแนวทางการนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อจากสถานบันการเงิน พร้อมแนะการต่อยอดสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และโครงการธนาคารต้นไม้ โดยมีผู้ประกอบการ SME เกษตรกร ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟัง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและคนในพื้นที่จังหวัดน่านได้รู้ถึงโอกาสและรายละเอียดในการนำไม้ยืนต้นที่ปลูกในพื้นที่มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. ถือเป็นธนาคารแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ
สำหรับวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ปัจจุบันมีสมาชิก 753 ราย ครอบคลุม 5 หมู่บ้าน ของตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นชุมชนที่มีป่าไม้ธรรมชาติ ลำธารที่อุดมสมบูรณ์ มีการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ โดยต้นไม้ที่นิยมปลูกในเชิงเศรษฐกิจและเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรสำคัญ คือ ต้นใบหมี่ มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน อัญชัญ โดยสมาชิกจะนำสมุนไพรที่ปลูกได้ในครัวเรือนมาขายให้กับวิสาหกิจ เพื่อนำมาผลิตเป็นส่วนผสมของแชมพูสมุนไพร เซรัมบำรุงเส้นผม ครีมทาผิวที่อ่อนโยนต่อผิวกายและเส้นผม ภายใต้แบรนด์ชีวาร์ (Chewa) ช่วยสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และชุมชนเป็นอย่างมาก
“การลงพื้นที่จังหวัดน่านในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างทักษะความรู้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชนได้มองเห็นช่องทางการต่อยอดธุรกิจหรือรายได้ในครอบครัวให้เพิ่มขึ้นผ่านการใช้โอกาสของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ”

นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จาก ธ.ก.ส. มาช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจพร้อมสาธิตวิธีการวัดไม้ยืนต้นที่ต้องการนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อประเมินมูลค่าการให้สินเชื่อในเบื้องต้นของสถาบันการเงิน เช่น ต้นไม้ที่จะได้รับการประเมินมูลค่าต้องมีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ปริมาณและราคาเนื้อไม้จะสัมพันธ์กับเส้นรอบวงต้นที่ความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน เป็นต้น รวมไปถึงความรู้ด้านการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ เพื่อขายเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งเป็นการนำปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซับไว้มาเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ หากชุมชนสามารถปลูกต้นไม้จำนวนมากและมีศักยภาพ มีความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการขายคาร์บอนเครดิตก็จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง
ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และสร้างความรู้ในกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการจัดอบรมสัมมนา และร่วมลงพื้นที่กับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธ.ก.ส. สำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยได้ลงพื้นที่สร้างความรู้แล้วกว่า 13 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี พิษณุโลก อ่างทอง อุทัยธานี เพชรบุรี ชัยนาท เชียงราย ราชบุรี นครสวรรค์ นครพนม นครนายก และนครศรีธรรมราช และในช่วงเดือน มี.ค.2569 จะร่วมกับ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ จังหวัดสกลนคร จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนการนำไม้ยืนต้นไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.2568 มีผู้นำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้วกว่า 30 จังหวัด จำนวนกว่า 239,921 ต้น วงเงินค้ำประกันรวมกว่า 188.77 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดการอบรมเพิ่มเติมได้ที่กองทะเบียนบริษัทมหาชนและหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 4944 อีเมล [email protected]

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

