“ศุภจี”ใช้โอกาสช่วงเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่ดาวอส หารือปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส ติดตามความคืบหน้าการให้สัตยาบัน FTA ไทย-เอฟตา หลังลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว เผยล่าสุดทั้งสองประเทศ กำลังดำเนินกระบวนการภายใน คาดมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.70 สบช่องชวนเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ณ เมืองดาววอส สวิตเซอร์แลนด์ ได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เอฟตา (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป) ที่ได้ลงนามกันไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายใน เพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย เมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิสเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน และคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ม.ค.2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย
โดยไทยและสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

“ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิสไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิสใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิสมีความก้าวหน้า เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด”นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีกล่าวว่า ระหว่างการหารือ สวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน
นอกจากนี้ นางเฮเลเนอ ยังแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ในช่วงเดือนต.ค.2569 และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิสเซอร์แลนด์ มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน
ปัจจุบัน สวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยช่วง 11 เดือนปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) การค้ารวมไทย–สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.9% เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องสำอาง

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

