สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 4 ปี 68 ลดลง 0.1% ลดต่อเนื่อง 2 ไตรมาส เหตุราคาน้ำมันดีเซลลดลง มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้มีการตัดราคากัน ส่วนค่าดัชนีทั้งปี 68 เพิ่ม 0.6% คาดแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 69 จะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แนะผู้ประกอบการปรับตัวมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด ภาครัฐต้องหนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผลักดันรวมกลุ่ม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ปรับตัวลดลง 0.1% ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 เนื่องจากมีสาเหตุสำคัญจากการลดลงของราคาน้ำมันดีเซล ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และมีการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง ทำให้มีการตัดราคาในตลาดการขนส่งสินค้าทั่วไป ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามกิจกรรมการผลิต เฉลี่ยทั้งปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สูงขึ้น 0.6%
โดยรายละเอียดดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 0.3% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.2% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และถ่านหินและลิกไนต์ และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลด 0.1% จากการลดลงของเครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 4 ลด 0.3% โดยเป็นการลดลงของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้าเกือบทุกประเภท ได้แก่ รถกระบะบรรทุก ลด 0.2% รถตู้บรรทุก ลด 0.3% รถบรรทุกของเหลว และรถบรรทุกวัสดุอันตราย ลด 1.3% รถบรรทุกเฉพาะกิจ ลด 0.9% และรถพ่วง ลด 0.3% สำหรับรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ เฉลี่ยทั้งปี 2568 สูงขึ้น 0.4%

นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่า จะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่จะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ อุปสงค์ในการขนส่งสินค้าเกษตรตามฤดูกาล โดยในช่วงไตรมาสแรกเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวและกระจายผลผลิตทางการเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม หอมแดง และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้รถบรรทุกเพิ่มขึ้น และราคาค่าบริการในเส้นทางหลักอาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่มีทักษะ อาจสะท้อนออกมาในรูปของค่าบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจทำให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนทรงตัวหรือลดลงได้ และการเข้ามาของผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหม่ที่เน้นการตัดราคาเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด อาจกดดันให้ราคาค่าบริการไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ภาคการขนส่งของประเทศไทยในขณะนี้ กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การดำเนินนโยบายด้านโลจิสติกส์ในระยะต่อไปจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาเสถียรภาพด้านราคา แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรมุ่งเน้นนโยบายสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถปรับตัว เพื่อการเปลี่ยนผ่านได้อย่างรวดเร็วผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการลดหย่อนภาษี การฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มพันธมิตรโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

