สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ธ.ค.68 ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะกลุ่มไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ทรงตัว ซีเมนต์ คอนกรีต ไฟฟ้าและประปาเพิ่มขึ้น แต่เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ วัสดุฉาบผิว ยางมะตอยลดลง คาดปี 69 ดัชนีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากวัตถุดิบ ทองแดง อลูมิเนียมขยับขึ้น มาตรการเข้มเรื่องคาร์บอน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ก็ต้องระวังปัจจัยฉุด ทั้งโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ล่าช้า การเมืองฉุดการลงทุน และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังยืดเยื้อ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ธ.ค.2568 เท่ากับ 112.4 เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2567 ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากสินค้ามีทั้งทรงตัว สูงขึ้นและลดลง โดยสินค้าที่ราคาทรงตัว อาทิ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ หมวดซีเมนต์ คอนกรีต อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ วัสดุฉาบผิว ยางมะตอย
โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่ทรงตัว ได้แก่ หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และที่มีราคาสูงขึ้น อาทิ หมวดซีเมนต์ เพิ่ม 5.5% จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่เป็นโครงการต่อเนื่อง และการปรับราคาปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในช่วงไตรมาสแรกจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่งผ่านมายังผู้บริโภค หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 1.0% จากการสูงขึ้นของคานคอนกรีตสำเร็จรูป เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และคอนกรีตผสมเสร็จ ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ปูนซีเมนต์ หิน ทราย) และหมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 1.5% จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นทำสถิติใหม่ สาเหตุจากความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นมากในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี AI รวมทั้งมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น

ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 2.0% จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กตัวซี และเหล็กตัว H จากผลกระทบหลายด้านทั้งจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน และมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของหลายประเทศ เป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศอย่างต่อเนื่อง หมวดกระเบื้อง ลด 0.5% จากการลดลงของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ครอบสันโค้ง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลด 3.9% จากการลดลงของโถส้วมชักโครก อ่างล้างหน้าเซรามิก ฝักบัวอาบน้ำ และราวจับสแตนเลส ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับต้นทุนพลังงานลดลง (ก๊าซธรรมชาติ ค่ากระแสไฟฟ้า) รวมทั้งผู้ประกอบการชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างใหม่เนื่องจากยังมีอุปทานคงค้างของอสังหาริมทรัพย์สูงจากผลกระทบของการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ หมวดวัสดุฉาบผิว ลด 1.1% จากการลดลงของสีทาถนน ชนิดสะท้อนแสง และสีน้ำอะครีลิค ทาภายใน ตามการลดลงของราคาวัตถุดิบ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงปลายปีที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ลด 1.9% จากการลดลงของยางมะตอย ตามการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีสาเหตุจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+)
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 จากราคาสินค้าโลหะพื้นฐานที่วัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างในตลาดโลกปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อลูมิเนียม เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงานสะอาด กฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสภาพยุโรป (CBAM) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก ที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น จากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ มีแผนระงับการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) เนื่องจากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันและพลังงานจะล้นตลาด
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ทำให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จากความล่าช้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่จะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ปัจจัยทางด้านการเมืองที่อาจส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนโครงการใหม่เพื่อรอดูทิศทางและนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง หนี้ครัวเรือนที่สูงและอุปทานคงค้างของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัว และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังคงยืดเยื้อ มาตรการการปกป้องการนำเข้าเหล็กในหลายประเทศ ทำให้มีอุปทานเหล็กส่วนเกินสูง กดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ

ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

