​“พาณิชย์”เผยใช้สิทธิเอฟทีเอส่งออกย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยสูงถึง 73% เล็งลุยเจรจาอัพเกรดต่อ

  • News
  • 14 ม.ค. 2563
  • 525 เข้าดู
img

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยสถิติการใช้สิทธิเอฟทีเอ 12 ฉบับ ย้อนหลัง 5 ปี พบมีการใช้สิทธิเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 73% ชิลีนำโด่งใช้สิทธิสูงสุด ตามด้วยออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น และเปรู เตรียมเดินหน้ายกระดับเอฟทีเอเดิม ให้มีความทันสมัย ทันรูปแบบการค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยเพิ่ม พร้อมลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกร ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ
         
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถิติการใช้ประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลงนามและบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน 13 ฉบับกับ 18 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เปรู ชิลี และฮ่องกง พบว่า ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงประโยชน์ของเอฟทีเอและขอใช้สิทธิประโยชน์การส่งออกภายใต้เอฟทีเอเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยสถิติในช่วงปี 2558-2561 ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิส่งออกจากเอฟทีเอต่อรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิภายใต้เอฟทีเอ 12 ฉบับ (ไม่รวมความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อเดือนมิ.ย.2562) เป็นสัดส่วนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 73% และในช่วง 9 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ก.ย.) สัดส่วนดังกล่าวสูงถึง 78.25%

โดยประเทศคู่ค้าที่ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชิลี ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น และเปรู ตามลำดับ ส่วนสินค้าที่ใช้สิทธิประโยชน์เอฟทีเอส่งออกอันดับต้น ได้แก่ รถยนต์ขนส่งของ รถยนต์ส่วนบุคคล เนื้อไก่และเครื่องในไก่แปรรูป น้ำตาลที่ได้จากอ้อย และเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เป็นต้น
         
ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอระหว่างการส่งออกและการนำเข้า พบว่าไทยมีการใช้สิทธิประโยชน์จากการส่งออกด้วยเอฟทีเอสูงกว่าการใช้สิทธิประโยชน์จากการนำเข้าด้วยเอฟทีเอ โดยในช่วงปี 2558-2561 ไทยส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอทั้ง 12 ฉบับเป็นมูลค่าเฉลี่ยต่อปีถึง 58,261 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าการนำเข้าเป็นมูลค่าเฉลี่ย 28,502 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ในช่วง 9 เดือนของปี 2562 ไทยส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอแล้ว 50,312 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี สูงกว่าการนำเข้า 22,718 ล้านเหรียญสหรัฐ
         
นางอรมนกล่าวว่า กรมฯ ยังได้เตรียมเปิดทบทวนและยกระดับความตกลงเอฟทีเอปัจจุบันที่ไทยทำกับหลายประเทศ เช่น อาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-เกาหลีใต้ อาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และไทย-อินเดีย เป็นต้น เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมหรือผนวกข้อบทใหม่ในเอฟทีเอให้เท่าทันสภาพแวดล้อมและรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย
         
พร้อมกันนี้ จะลงพื้นที่เดินสายพบปะกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการในเครือข่ายของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ และกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอเพิ่มมากขึ้น และในเร็วๆ นี้ ได้นำร่องจัดงานสัมมนา “ชี้ช่องทางการทำตลาดสินค้าไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอ” ระหว่างวันที่ 24–28 ม.ค.2563 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยเชิญเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดเอฟทีเอ 18 ประเทศ รวมทั้งให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจับคู่ธุรกิจกับผู้ส่งออก และผู้ประกอบการจากสมาคมการค้าต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย
         
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยทั้งผู้นำเข้าและส่งออก ควรตรวจเช็คอัตราภาษีที่คู่เอฟทีเอให้กับไทย หรือไทยให้กับคู่เอฟทีเอก่อนทำการค้า และเลือกใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอัตราภาษีหรือมีการคำนวณถิ่นกำเนิดสินค้าที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยมากที่สุด โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลอัตราภาษีศุลกากร กฎระเบียบทางการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศคู่เอฟทีเอ ได้ที่เว็บไซต์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ http://ftacenter.dtn.go.th หรือ FTA Center ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0 2507 7555

>>>ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
>>>ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit