​ประกันรายได้ปี 2 ผ่านครม.ครบทุกตัว

img

ณ วันนี้ โครงการประกันรายได้ปีที่ 2 สำหรับสินค้าเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ได้ผ่านการอนุมัติการดำเนินโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยครบหมดทุกตัวแล้ว
         
นั่นหมายความว่า เกษตรกร จะได้รับการดูแลเหมือนเดิม หากราคาสินค้าเกษตรทั้ง 5 ชนิด มีราคาต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้เอาไว้
         
เราไปดูกันว่า โครงการประกันรายได้ปีที่ 2 มีกฎ กติกา มารยาทอย่างไร หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากโครงการประกันรายได้ปีที่ 1 บ้าง
         
เริ่มจาก “มันสำปะหลัง” เป็นพืชเกษตรตัวแรก ที่ผ่านการพิจารณาจาก ครม. เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2563 โดยเงื่อนไขการประกันรายได้เหมือนเดิม ประกันรายได้หัวมันสดความชื้น 25% กิโลกรัม (กก.) ละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 200 ตัน ต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร วงเงิน 1,913 ล้านบาท เริ่มจ่ายงวดแรก 1 ธ.ค.2563
         
ในวันเดียวกันนี้ ได้อนุมัติโครงการประกันรายได้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” วงเงิน 1,913 ล้านบาท โดยเงื่อนไขการประกันรายได้เหมือนเดิม กำหนดราคาประกันรายได้ที่ กก.ละ 8.50 บาท ความชื้นที่ 14.5% ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ เริ่มจ่ายงวดแรก 20 พ.ย.2563
         


จากนั้น วันที่ 25 ส.ค.2563 ครม. ได้มีมติอนุมัติขยายระเวลา “โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม” ปี 2562/63 ที่เดิมสิ้นสุดก.ย.2563 ออกไปอีก 3 งวด เป็นสิ้นสุดธ.ค.2563 เพราะยังมีเงินในโครงการเดิมเหลืออยู่ เพราะบางช่วง ราคาดี สูงกว่าที่ประกัน ทำให้รัฐบาลไม่ต้องจ่ายชดเชย
         
แต่ทั้งนี้ โครงการประกันรายได้ปี 2563/64 จะมีการเสนอให้ ครม. พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่า จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากโครงการเดิมเช่นเดียวกัน
         
ต่อมา วันที่ 3 พ.ย.2563 ครม. ได้อนุมัติการดำเนินโครงการประกันรายได้ตัวที่ 4 และ 5 พร้อมกัน คือ ข้าวและยางพารา
         
โดย “ข้าว” ใช้วงเงิน 51,858 ล้านบาท กำหนดเงื่อนไขเหมือนเดิม คือ ประกันรายได้ข้าวเปลือก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนต.ค.2563-พ.ค.2564
         
ส่วน “ยางพารา” กำหนดวงเงิน 10,042 ล้านบาท โดยประกันรายได้ ยางแผ่นดิบ กก. ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กก.ละ 23 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ ให้คนกรีดร้อยละ 40 และเจ้าของสวนร้อยละ 60 ระยะเวลาดำเนินการเดือนต.ค.2563-มี.ค.2564
         
สรุปความได้ว่า ประกันรายได้ปีที่ 2 กำลังจะเดินหน้าต่อ และบางตัว ก็เริ่มที่จะจ่ายส่วนต่างให้กับเกษตรกรแล้ว
         
ถือเป็นความโชคดีของเกษตรกร ที่จะได้รับการดูแล และมีหลักประกันรายได้ที่แน่นอน หากราคาตกต่ำกว่าราคาที่ประกันรายได้
         


ทั้งหมดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ที่บทบาทหนึ่งกำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และอีกบทบาทหนึ่งกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ทั้งผลัก ทั้งดันโครงการประกันรายได้ปีที่ 2 จนประสบความสำเร็จ
         
เรียกได้ว่า “ทำได้ไว ทำได้จริง
         
ทีนี้ ก็เหลือแค่ว่า มาตรการเสริมที่ได้นำออกมาใช้ประกบคู่กับการดำเนินโครงการประกันรายได้ จะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน
         
หากได้ผลดี สามารถผลักดันให้ราคาสูงขึ้นเกินไปกว่าราคาที่ประกันรายได้ ก็จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
         
ในทางกลับกัน รัฐบาลก็จะประหยัดงบประมาณลง เพราะไม่ต้องจ่ายชดเชย
         
ก็ได้แต่หวังว่า มาตรการเสริมที่นำมาใช้ จะช่วยดันราคาพืชเกษตรทั้ง 5 ตัว ให้มีราคาสูงขึ้น และสูงขึ้นต่อเนื่อง
         
เพราะนั่น คือ ผลดีต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง

ซีเอ็นเอ 

 

ติดตามข่าวสารแบบฉับไว
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
ติดตามข่าวสารผ่าน Twitter
กดคลิก Follow ด้านล่าง