เงินเฟ้อ ธ.ค.68 ลด 0.28% ลงต่อเนื่อง 9 เดือนติดต่อกัน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟ น้ำมันลด ของใช้ส่วนบุคคลปรับลง ไม่มีสัญญาณเงินฝืด รวมทั้งปี 68 ลด 0.14% กลับมาลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ส่วนปี 69 ตั้งเป้าเงินเฟ้อ 0.0-1.0% ค่ากลาง 0.5%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ธ.ค.2568 เท่ากับ 100.19 เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2567 ลดลง 0.28%% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% ก.ค.2568 ลดลง 0.70% ส.ค.2568 ลดลง 0.79% ก.ย.2568 ลดลง 0.72% ต.ค.ลดลง 0.76% และ พ.ย.ลดลง 0.49% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาด แต่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อทั้งปี 2568 (ม.ค.-ธ.ค.) ลดลง 0.14% กลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี
ทั้งนี้ การที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 9 เดือน ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะแรงฉุด มาจากเรื่องพลังงาน และมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐเป็นหลัก แต่ก็น่ากังวล จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว อาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนในอดีตที่ผ่านมา เงินเฟ้อไทยก็เคยติดลบ และไม่มีปัญหาเงินฝืด โดยลบมากสุด 12 เดือน ช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทั้งปีลบ 0.85% และช่วงปี 2558 ติดลบ 10 เดือน ซึ่งเป็นช่วงราคาน้ำมันตลาดโลกลด ทำให้ทั้งปีลบ 0.90%
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.2568 ที่ลดลง 0.28%% มาจากจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.43% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ สินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) รวมถึงของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า สบู่ถูตัว) รถยนต์ ค่าน้ำประปา สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าทัศนาจรต่างประเทศและในประเทศ ค่าโดยสารรถไฟลอยฟ้า ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี ค่าบริการขนขยะ และอาหารสัตว์เลี้ยง

ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 1.53% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ผักสด (พริกสด ผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบกะเพรา) อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดผัดกะเพรา) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลานิล ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย ปลาทูนึ่ง) และผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม) แต่ก็มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง กล้วยน้ำว้า องุ่น แตงโม กล้วยหอม) ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ น้ำมันพืช และซอสหอยนางรม
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ธ.ค.2568 ที่หักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.59% รวมทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.84%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 คาดว่าจะยังคงลดลงต่อเนื่อง อยู่ระหว่างลบ 0.5% ถึง 0% ค่ากลางลบ 0.25% โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง แต่ก็มีแรงกดดันจากสินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่วนการเลือกตั้งมีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง เพราะจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบจากการใช้จ่ายในส่วนของผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองกว่า 9 พันล้านบาท แต่ที่จะมีผลจริง คือ หลังเลือกตั้ง ที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค และมีการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
สำหรับเงินเฟ้อทั้งปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 0-1% ค่ากลาง 0.5% ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น และยังต้องจับตาปัจจัยท้าทาย ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ รวมถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ
ส่งตรงถึงมือถือ คลิกเลย
กดคลิก Follow ด้านล่าง

