​กรมเจรจาฯ ถกรัฐ-เอกชน เตรียมพร้อมรับมือปากีสถานคุมเข้มการนำเข้าสินค้าอาหาร

  • News
  • 15 พ.ค. 2562
  • 326 เข้าดู
img

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศถกหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรับมือปากีสถานแก้ไขระเบียบติดฉลากสินค้าอาหารเป็นภาษาอูรดูและอังกฤษ และต้องแสดงเครื่องหมายรับรองฮาลาล พร้อมกำหนดให้อาหารนำเข้าต้องมีอายุเก็บรักษาอย่างน้อย 50% ที่จะมีผลบังคับใช้ ก.ค.นี้ เผยทุกฝ่ายมั่นใจไทยรับมือได้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นต้น มาหารือเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์และสิ่งทอสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ได้ออกประกาศคำสั่งที่ S.R.O.237(I)/2019 เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา แก้ไขกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าสำหรับรับประทาน (all edible products) โดยกำหนดให้สินค้านำเข้าดังกล่าวต้องติดฉลากบรรจุภัณฑ์แสดงส่วนผสมและรายละเอียดสินค้าในภาษาอูรดูและภาษาอังกฤษ รวมทั้งแสดงเครื่องหมายรับรองฮาลาล (Halal Certificate) และแนบใบรับรองฮาลาลที่ออกโดยหน่วยงานรับรองฮาลาลที่เป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบงานฮาลาล (IHAF) หรือสถาบันมาตรฐานและมาตรวิทยาสำหรับประเทศอิสลาม (SMIIC) และเมื่อเดือนเม.ย.2562 ยังออกประกาศคำสั่งที่ S.R.O.438(I)/2019 กำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าสำหรับรับประทานต้องมีอายุการเก็บรักษา (shelf life) อย่างน้อยร้อยละ 50 ของอายุการเก็บรักษา นับจากวันที่ยื่นรายการนำเข้าทั่วไป (Import General Manifest) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2562

“จากการหารือพบว่าทุกฝ่ายพร้อมรับมือกับระเบียบใหม่นี้ โดยเห็นว่าเครื่องหมายรับรองฮาลาลของไทยเป็นที่ยอมรับ และไทยเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ของสถาบันมาตรฐานและมาตรวิทยาสำหรับประเทศอิสลาม โดย สกอท. พร้อมออกใบรับรองฮาลาลและหนังสือแนบรายการเป็นภาษาอูรดูเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออก ขณะที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย ได้แจ้งผ่าน สกอท. ว่ายินดีให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย หากประสบปัญหาในการส่งออกไปปากีสถาน ซึ่งกรมฯ จะติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ไทยอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับปากีสถาน โดยเปิดการเจรจาตั้งแต่ปี 2558 และเจรจากันมาแล้ว 9 รอบ สามารถสรุปรายละเอียดข้อบทเอฟทีเอกันได้เกือบครบแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาแลกเปลี่ยนรายการสินค้าที่จะเปิดตลาด ลดและยกเลิกภาษีศุลกากรระหว่างกัน โดยตั้งเป้าจะหาข้อสรุปการเจรจาให้ได้ภายในปี 2563

ในปี 2561 ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 35 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้ รองจากอินเดีย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1,687 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.84% เป็นการส่งออกจากไทยไปปากีสถาน 1,403.29 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินค้าสำคัญ เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องเทศ สมุนไพร เป็นต้น และนำเข้าจากปากีสถาน 206.71 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินค้าสำคัญ เช่น สินค้าสัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็ง และสิ่งทอ เป็นต้น ส่วนการส่งออกสินค้าสำหรับรับประทานไปปากีสถาน มีมูลค่าประมาณ 112.77 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8% ของมูลค่าการส่งออกไปประเทศปากีสถานทั้งหมดในปี 2561

***ติดตามข่าวสารพาณิชย์แบบฉับไว ส่งตรงถึงมือถือได้ที่ http://line.me/ti/p/%40uld0329i
***ติดตามข่าวสารพาณิชย์ ผ่านทวิตเตอร์ https://twitter.com/CNAOnlineTwit